คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดตาม มาตรา 249,53 ให้จำคุก 20 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยผิดตาม มาตรา249,53 เช่นเดียวกับศาลชั้นต้น แต่แก้อัตราโทษเป็นจำคุกจำเลยไว้เพียง 6 ปีและลดตามมาตรา 59 อีกคงเหลือโทษจำคุกเพียง 4 ปี เช่นนี้ …
Supreme Court judgments
87,416 คดี แยกตามกลุ่มคดี และเชื่อมโยงตัวบทกฎหมายรายมาตรา
ข้อ ก.ม.ทั้งปวงอันคู่ความฎีการ้องอ้างอิงให้แสดงไว้โดยชัดเจนในฎีกา โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ 2 3 อีกฝ่ายหนึ่งวิวาทกันถึงบาดเจ็บขอให้ลงโทษตามม.254,338 จำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ม. 254 + …
จำเลยใช้ไม้สากตำข้าวโตเท่าแข้งยาว 1 วาตีลงกลางศีรษะผู้ตายโดยแรง เป็นบาดแผลยาว 11 ซม. กว้าง6ซม.ดังนี้จำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา แม้ผู้ตายเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าการที่ผู้ตายเข้าจับกุมจำเลยนั้น ผู้ตาย …
ใช้ซอไม้ไผ่ผ่าซีกขนาดกว้าง 3 นิ้ว ยาว 20 นิ้วตีในที่มืดเจาะจงไม่ได้ถนัดว่าจะให้ถูกตรงไหนนั้นยังไม่พอชี้ได้ว่าผู้ตีอาจแลเห็นผลได้ว่าผู้ถูกตีจะต้องตายจึงคงมีผิดเพียงฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาเท่านั้น
ใช้มีดพกยาวประมาณ 1 คืบ แทงตรงชายโครงซ้ายแผลกว้าง 2 ซ.ม.ยาว 4 ซ.ม. ลำใส้ใหญ่มีแผลกว้าง 1/2 ซ.ม. ยาว 2 ซ.ม. ลำใส้ไหลออกมาข้างนอก มีดที่แทงจึงต้องทั้งยาวและใหญ่และได้แทงโดยแรง แสดงว่าย่อมอาจแลเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่คว …
การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายเป็นแผลกว้างใหญ่ลึกถึง 10 ซม. จนใส้หลัก เนื่องจากเหตุที่จำเลยเองประพฤติเป็นพาล นับว่าเป็นการร้ายแรงมาก ถึงแม้จำเลยมีอายุไม่ถึง 20 ปี ก็ไม่มีเหตุสมควรที่ ศาลจะลดโทษให้ตาม ม. 58 ทวิอีก
การที่ฝ่ายหนึ่งมีมีด ฝ่ายหนึ่งมีไม้เข้าทำร้ายกันโดยไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะถูกตรงไหนเพราะไม่มีไต้ไฟเช่นนี้ ถึงแม้ว่าบาดแผลที่ 1 และบาดแผลที่ 4 ของผู้ตายจะรุนแรงมาก รูปคดียังไม่พอฟังว่าเป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนา
โจทก์ฟ้องว่าวิวาทต่อสู้กันมีผู้บาดเจ็บถึงตาย + ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกลุ้มรุมทำร้ายผู้ตายฝ่ายเดียว ดังนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์สืบฟังไม่ได้ว่ามีการวิวาทต่อสู้กันดังฟ้อง ย่อมถือว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง ต้องยกฟ้อง
คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม มาตรา 256 โดยกล่าวว่าจำเลยที่ 1 ใช้ขวานทำร้ายจำเลยที่ 2 เป็นบาดแผลสาหัสประกอบด้วยทุกขเวทนากล้าเกินกว่า 20 วันและส่งรายงานชันสูตรบาดแผลมาด้วย จำเลยรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ ดังนี้ ศาลย่อมต้องฟังข้อ …
ในคดีเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ฟ้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวระบุวันเวลาที่จำเลยคิดทุจริตยักยอกเอาทรัพย์ไปคงกล่าวแต่วันเวลาที่จำเลยได้รับมอบหมายทรัพย์เท่านั้น ทั้งไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายไปวันใด ดังนี้ฟ้องของโจทก …
ข้าราชการร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาว่าเพื่อข้าราชการด้วยกันด่าว่าและได้กล่าวถึงความประพฤติเสียหายของเพื่อนข้าราชการผู้นั้นประกอบคำร้องทุกข์ไปด้วย ข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้คัดค้าน ความเท็จจริงแห่งคำร้องทุกข์นั้นไว้ในชั้นดำเนินคด …
ข้อเท็จจริงได้ความว่าห้องแถวและโรงโจทก์เช่ามามีกำหนด 1 ปี ครบกำหนดผู้ให้เช่าได้บอกเลิกสัญญาเช่าทั้งได้ความว่าโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่พิพาทนี้เลยดังนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิในห้องแถวและโรง เมื่อจำเลยเป็นผู้เช่าต่อมาและเข้ารื้อห้องแถว …
ที่สาธารณะประโยชน์เดิมเป็นอำนาจและหน้าที่ของกรมการอำเภอที่จะตรวจตรารักษาตาม พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122 ต่อมาอำนาจหน้าที่นี้ได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอโดย พ.ร.บ.ระเบียบราชการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 ม.40 วรรค. …
ฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยมีปืนแก๊บ 1 กระบอกไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตประการเดียว เห็นได้ว่าเป็นความผิดเพราะมิได้รับอนุญาตเท่านั้น ฉะนั้นศาลจะสั่งริบปืนกระบอกนั้นหาได้ไม่
ความผิดฐานปลอมหนังสือและใช้หนังสือปลอมนั้นจะต้องประกอบด้วยองค์ความผิดว่าอาจเกิดความเสียหายแก่สาธารณชนหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งด้วย ฉะนั้นฟ้องโจทก์ที่มิได้บรรยายถึงองค์ความผิดข้อนี้ไว้จึงไม่เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
การลดโทษฐานปราณีแก่จำเลยตาม ก.ม.อาญา ม.59 นั้นเป็นการใช้ดุลยพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริงฉะเพาะเรื่อง มิใช่เป็นข้อ ก.ม. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยคนละ 6 เดือนฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บตาม ม. 254-63 ลดฐานปราณีตาม ม.59 กึ่งหนึ่งคงจำคุกค …
โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม มาตรา 218 นั้นหมายถึงโทษแต่ละกะทงศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 298,299,63 และตาม มาตรา 243 อีก 2 ปี รวม 2 กะทง 7 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา …
ความผิดที่จะเพิ่มโทษทวีคูณตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 74นั้น หมายถึงความผิดที่ซ้ำประเภทเดียวกัน กล่าวคือซ้ำกันในเรื่องความผิดฐานประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายตั้งแต่มาตรา 249 ถึง 259 ประเภทหนึ่ง กับซ้ำกันในเรื่องความผิดฐานประทุษร้ายต …
การที่ผู้ตายใช้เท้าถีบจำเลยก่อน จำเลยจึงวิ่งไปเอาหอกในเรือนห่างเพียง 1 วาเข้าทำร้ายผู้ตาย ในทันใดนั้น ย่อมเรียกได้ว่าจำเลยถูกกดขี่ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงบันดาลโทสะขึ้นในขณะนั้นนั่นเองเมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำ …
ผู้ตายห้อยโหนลงมาจากหน้าต่างเรือนของจำเลยในเวลาดึกดื่น (ผู้ตายกับพี่สาวจำเลยผูกสมัครรักใคร่กัน) ทั้งเป็นเวลาเดือนมืดและได้ลงมายืนประจันหน้ากับจำเลย พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้ที่ยืนอยู่นั้นเป็นขโมยขึ้นลักทรัพย์และอา …