Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 9933/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวให้ไถ่ถอนจำนองให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันซึ่งหักทอนบัญชีกัน ณ วันที่ 29 มกราคม 2531เป็นเงิน 505,379.05 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยหนังสือของโจทก์ดังกล่าวได้ระบุว่าเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาด้วย แสดงว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้ที่คงเหลือแล้ว จึงไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ถือได้ว่าเป็นการเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 859 ดังนั้นสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามกฎหมายแล้วสัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมสิ้นสุดลงทันที หากจะมีการต่ออายุสัญญาบัญชีเดินสะพัดกันต่อไปอีก ก็จะต้องมีการทำสัญญากันใหม่และในทางปฎิบัติของธนาคารโจทก์หลังจากที่มีการบอกเลิกสัญญาเงินเกินบัญชีแล้ว หากลูกค้าต้องการเดินบัญชีต่อก็ต้องทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีใหม่ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกันใหม่ การกระทำของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ว่าหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้และยังสั่งจ่ายเช็คถอนเงินจากบัญชี พร้อมทั้งนำเงินฝากเข้าบัญชีลดยอดหนี้หลายครั้งนั้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นการต่ออายุสัญญาบัญชีเดินสะพัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันที่ครบกำหนด 15 วันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือของโจทก์ ตามสัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า เพื่อตอบแทนการที่โจทก์ยอมให้จำเลยกู้เงินจากโจทก์ตามสัญญาเป็นจำนวนเงิน 300,000บาท นั้น จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันรับผิดร่วมกับจำเลยในการชำระหนี้ตามสัญญาที่กล่าวแล้วจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนี้ ตามข้อสัญญาดังกล่าวหมายความว่า จำเลยที่ 2 ยอมค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1ในการเบิกเงินเกินบัญชีไม่เกินจำนวน 300,000 บาท เท่านั้นหาใช่จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนไม่เพราะมิฉะนั้นแล้วในสัญญาค้ำประกันจะต้องระบุไว้โดยชัดเจนให้จำเลยที่ 2 รับผิดโดยไม่จำกัดวงเงิน

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2526 จำเลยที่ 1ได้เปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาบางครุ ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2527 จำเลยที่ 1ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ วงเงิน 300,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีตามประเพณีธนาคารจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 และร่วมรับผิดในวงเงิน 300,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดิน 1 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ดังกล่าวและหนี้อื่นของจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชำระส่วนที่ยังขาดอยู่จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 เดินสะพัดบัญชีกับโจทก์จนถึงวันที่ 10 มีนาคม 2535โจทก์ได้หักทอนบัญชีแล้วจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 982,504.14บาท

โจทก์มีหนังสือทวงถาม จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องเสียดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ19 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2535 ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 49,293.54 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,031,797.68 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,031,797.68 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจากต้นเงิน 982,504.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วนจำเลยทั้งสองให้การว่า

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2531 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เพียง 505,379.05 บาท และเมื่อวันที่26 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นนับแต่วันดังกล่าวจำเลยที่ 2 ค้ำประกันสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1ฉบับลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2527 ในวงเงินไม่เกิน 300,000 บาทเท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงรับผิดในวงเงินและอุปกรณ์แห่งหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,031,797.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 982,504.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 105430แขวงลาดพร้าว

เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองเพื่อชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน505,379.05 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5ต่อปีโดยวิธีทบต้นตามประเพณีธนาคารนับแต่วันที่ 29 มกราคม2531 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2531 ดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวโดยไม่ทบต้นนับต่อจากนั้นไปจนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2535 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2535ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2531เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชำระเงินตามส่วนที่ตนจะต้องรับผิดเสร็จ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะว่ากล่าวเรื่องเงินส่วนที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คเบิกถอนจากบัญชีกระแสรายวันหลังจากวันที่ 12 มีนาคม 2531 ภายในอายุความนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีประเภทเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในลักษณะบัญชีเดินสะพัด โดยไม่มีกำหนดเวลาชำระเงินต้นและใช้บัญชีดังกล่าวในการเบิกงานเกินบัญชีในวงเงิน 300,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน

มีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2ยอมรับผิดชำระส่วนที่ยังขาดอยู่จนครบถ้วนและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 300,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์2531 โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ 10 มีนาคม 2535 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวให้ไถ่ถอนจำนองตามเอกสารหมาย ล.1ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันซึ่งหักทอนบัญชีกัน ณ วันที่ 29 มกราคม 2531 เป็นเงิน505,379.05 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน

นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยหนังสือของโจทก์ดังกล่าวได้ระบุว่าเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาด้วย แสดงว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี หักทอนบัญชีและเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คงเหลือแล้ว จึงไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อีกต่อไปถือได้ว่าเป็นการเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 859 ดังนั้นสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงเมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ตกลงต่ออายุสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อไปอีกโดยจำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ และยังสั่งจ่ายเช็คถอนเงินจากบัญชีพร้อมทั้งนำเงินฝากเข้าบัญชีลดยอดหนี้หลายครั้งนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามกฎหมายแล้ว สัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมสิ้นสุดลงทันทีหากจะมีการต่ออายุสัญญาบัญชีเดินสะพัดกันต่อไปอีกก็จะต้องมีการทำสัญญากันใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นายมนัส แพรวิจิตรพนักงานของโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าในทางปฎิบัติหลังจากที่มีการบอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแล้วหากลูกค้าต้องการเดินบัญชีต่อก็ต้องทำสัญญาต่อก็ต้องทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีใหม่ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกันใหม่

การกระทำของโจทก์และจำเลยที่ 1จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการต่ออายุสัญญาบัญชีเดินสะพัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันที่ครบกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2531หลังจากนั้นคงเรียกได้แต่ดอกเบี้ยธรรมดานั้นชอบแล้วปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่าจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ โดยไม่จำกัดวงเงินหรือไม่ ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 1มีข้อความว่า "เพื่อตอบแทนการที่ผู้ให้กู้ยอมให้นายสุรพงษ์วิภูสิทธิกุล ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่าผู้กู้ กู้เงินจากผู้ให้กู้ตามสัญญาลงวันที่ 1 มีนาคม 2527 (ที่ถูกเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์2527) เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท

นั้น ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันรับผิดร่วมกับผู้ในการชำระหนี้ตามสัญญาที่กล่าวแล้วจนกว่าผู้ให้กู้จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง"เห็นว่า ตามข้อสัญญาดังกล่าวหมายความว่า จำเลยที่ 2 ยอมค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในการเบิกเงินเกินบัญชีไม่เกินจำนวน300,000 บาท เท่านั้น หาใช่จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนไม่เพราะมิฉะนั้นแล้วในสัญญาค้ำประกันจะต้องระบุโดยชัดเจนให้จำเลยที่ 2 รับผิดโดยไม่จำกัดวงเงินพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
กนก พรรณรักษา · พิมล สมานิตย์ · สมชัย สายเชื้อ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 9223/2544

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีข้อ 2 กำหนดให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่สิ้นสุดของเดือน หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยก็มีข้อกำหนดไว้เป็นการเฉพาะในข้อ 3 ให้โจทก์มีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเ…

Supreme Court Judgment No. 5408/2537

แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ามีการโอนบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยจากสาขาใดไปสาขาใดเพราะเหตุใด และใครเป็นผู้สั่งให้โอนแต่จำเลยให้การว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า เหตุใดจึงมีการโอนบัญชีและใครเป็นผู้…

Supreme Court Judgment No. 5887/2537

ตามข้อตกลงการฝากเงินบัญชีกระแสรายวันของธนาคารโจทก์ข้อ 10 ระบุว่า ในกรณีธนาคารได้ผ่อนผันจ่ายเงินไปก่อนด้วยเหตุใดก็ตาม ทั้งที่เงินฝากคงเหลือในบัญชีของข้าพเจ้ามีไม่พอจ่ายตามเช็คที่มาขอขึ้นเงิน ซึ่งตามปกต…

Supreme Court Judgment No. 2222/2534

สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมิใช่สัญญากู้ยืมเงิน แต่เป็นสัญญาชนิดหนึ่งที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เบิกเงินเกินบัญชีมาแสดงจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ฉะนั้น แม้สัญญาเบิกเงินเก…

Supreme Court Judgment No. 2799/2534

เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองมีข้อตกลงกันในลักษณะบัญชี เดินสะพัดและปฏิบัติการหักทอนบัญชีกันตลอดมา โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ จึง มีสิทธิคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี แต่ ไม่เกิน อัตรา สูงสุด ที่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up