คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่จำเลยใส่ชื่อเป็นเจ้าของในโฉนด อ้างว่าได้ทำยอมความกับมารดาโจทก์ ยอมความนี้โจทก์มิได้รู้เห็นด้วย จึงขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยมิให้เกี่ยวข้อง จำเลยที่ ๑,๒ ให้การว่า พินัยกรรมปลอม เจ้ามรดกยกทรัพย์พิพาทให้นายพิศาล สรรพกิจ และจำเลยที่ ๒ เมื่อนายพิศาล สรรพกิจตาย จำเลยที่ ๑ และ ๓ ได้รับมรดกและครอบครองทรัพย์พิพาทตลอดมาจำเลยที่ ๑-๒ เคยฟ้องโจทก์กับมารดาโจทก์ และได้ประนีประนอมกัน โดยจำเลยใช้เงินให้โจทก์ โจทก์คืนทรัพย์พิพาทให้จำเลย จำเลยได้ออกโฉนดและครอบครองมาเกิน ๑๐ ปีแล้ว จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่พิพาทตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรม แต่จำเลยครอบครองทรัพย์พิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมารดาโจทก์ทำกับจำเลยนอกศาล โดยเสียเงินให้มารดาโจทก์ไป ๑๑๕,๐๐๐ บาท ได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ พิพากษายกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ แม้สัญญานี้จะมิได้รับอนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๖ (๔) ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เยาว์ แต่ก็เป็นพฤติการณ์อันหนึ่งที่แสดงลักษณะการครอบครองของจำเลยได้ว่าครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แม้การเข้าครอบครองตามสัญญาซึ่งจะต้องชำระเงินตอบแทนต่อไปในบางกรณีอาจถือเป็นการครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของยังมิได้เพราะเป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยความยินยอมของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งภายใต้ข้อผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามสัญญาก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กัน แต่คดีนี้ปรากฏว่ามีคดีพิพาทกรรมสิทธิ์ระหว่างโจทก์จำเลยอยู่แล้ว ตามสัญญาไม่มีกรณีที่จะต้องจดทะเบียนการโอน ข้อตกลงที่มารดาโจทก์ยอมให้จำเลยเข้าครอบครองตั้งแต่วันที่ระบุไว้ จึงเป็นการยอมให้เข้าครอบครองดุจเจ้าของโดยเด็ดขาด
การชำระเงินเป็นเพียงหนี้อันหนึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ที่ศาลล่างฟังว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของกว่า ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์นั้น ชอบแล้ว แม้มารดาโจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ที่พิพาทเป็นของจำเลยโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลในระหว่างที่โจทก์เป็นผู้เยาว์ ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๖ (๔) แต่ก็ไม่ได้ความว่ามารดาโจทก์กับจำเลยได้คบคิดกันกระทำการเพื่อให้โจทก์เสียหาย ความข้อนี้จึงไม่ขัดขวางมิให้จำเลยได้สิทธิตามมาตรา ๑๓๘๒ ดังได้วินิจฉัยมาแล้วแต่อย่างใด
Result
จึงพิพากษายืน