Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 9776/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีผลใช้บังคับแล้วดังนั้นเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์จึงต้องกำหนดโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา21วรรคหนึ่ง(1)ถึง(5)แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530คือราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประกอบสภาพและที่ต้องของที่ดินของโจทก์ในวันที่24พฤษภาคม2531ซึ่งเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯประกอบเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครแม้หากจะฟังได้ว่าการที่ได้ที่ดินของโจทก์เข้ากรณีตามมาตรา22ก็ตามแต่มาตรา22นี้ให้เป็นดุลพินิจที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนให้ต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่กำหนดตามมาตรา21ก็ได้ไม่ได้บังคับว่าต้องกำหนดเงินค่าทดแทนให้ต่ำกว่ามาตรา21เสมอไปดังนั้นการกำหนดเงินค่าทดแทนให้ตามมาตรา21ย่อมไม่ขัดต่อมาตรา22แต่อย่างใด พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา26วรรคสามบัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นและมาตรา11คดีนี้ไม่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา10แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ดังนั้นจึงไม่มีวันที่ต้องมีการจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา26วรรคสามที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่15พฤศจิกายน2533ซึ่งเป็นวันที่ลงในหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนโดยเห็นว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายค่าทดแทนนั้นไม่ชอบกรณีนี้วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่รัฐมนตรีและศาลฎีกาวินิจฉัยให้ชำระเพิ่มขึ้นรวมกันจำนวน2,605,413.20บาทคือวันที่จำเลยที่1วางเงินค่าทดแทนในวันที่22เมษายน2534โดยให้ได้ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ8ต่อปีเพราะโจทก์มิได้ฎีกาขอให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 10 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 21 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 22 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 26 ป.วิ.พ. Section 142 ป.วิ.พ. Section 246 ป.วิ.พ. Section 247

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 188433 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 4,000 ตารางวา เมื่อ พ.ศ. 2531 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอนเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ที่ดินของโจทก์ได้ถูกจำเลยทั้งสองเวนคืนเป็นเนื้อที่ 4,000 ตารางวา จำเลยทั้งสองกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์ตารางวาละ 848.65 บาท โดยไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม เพราะค่าทดแทนที่กำหนดมานั้นต่ำกว่าราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวซึ่งปัจจุบันมีการซื้อขายกันราคาไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 50,000 บาทแต่โจทก์ขอค่าทดแทนเพียงตารางวาละ 20,000 บาท วันที่ 12 ธันวาคม2533 โจทก์ได้อุทธรณ์ขอค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นตารางวาละ20,000 บาท

ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ตอบให้โจทก์ทราบภายใน 60 วัน ต่อมามีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 แก้ไขราคาค่าทดแทนให้สูงขึ้น แต่จำเลยทั้งสองหาได้แก้ไขไม่ จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มให้โจทก์อีกเป็นเงิน 76,605,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2531ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยที่โจทก์โจทก์ติดใจเรียกร้องเพียง 27,819,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้เงินแก่โจทก์ 104,424,400 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี ของต้นเงิน 76,605,400 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า

คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงินค่าทดแทน3,916,000 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าทดแทนที่เหมาะสมเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้ว เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2534 จำเลยที่ 2ได้วางเงินค่าทดแทนโดยนำไปฝากไว้แก่ธนาคารออมสิน สาขาพระโขนงกรุงเทพมหานคร โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 24พฤษภาคม 2531 เพราะไม่ใช่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนและเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ย และการกำหนดค่าทดแทนเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2532 จึงไม่อยู่ในบังคับของประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน2,605,413.11 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่15 พฤศจิกายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นเป็นเงินจำนวน 6,605,413.11 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 188433 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 5,616 ตารางวา มีโจทก์เป็นเจ้าของร่วม เนื้อที่4,000 ตารางวา ที่ดินโฉนดดังกล่าวอยู่ในแนวเขตบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน

เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 พฤษภาคม 2531 คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 188433 ทั้งแปลงเป็นเงิน 4,766,000 บาท เฉลี่ยแล้วตารางวาละประมาณ 848.65บาท ส่วนของโจทก์เนื้อที่ 4,000 ตารางวา เป็นเงิน3,394,586.80 บาท และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพิ่มให้อีกตารางวาละ 500 บาท ส่วนของโจทก์เนื้อที่ 4,000 ตารางวา ได้เงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 2,000,000 บาท รวมกับที่คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ดังกล่าวแล้วเป็นเงิน5,394,586.80 บาท

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2534 จำเลยที่ 1ได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 188433 ที่คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดโดยวิธีการฝากเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไว้ในนามเจ้าของที่ดินที่ธนาคารออมสินสาขาพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาสมุดฝากเงินออมสินเอกสารหมาย ล.6มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพียงใดโจทก์ฎีกาว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 2,500 บาท ยังต่ำไป เนื่องจากคดีที่นายปราโมทย์ พันธ์โสภา ฟ้องนางสมัย โพธิเกษม เป็นคดีอาญาซึ่งเป็นที่ดินที่ถูกเวนคืนบริเวณเดียวกับที่ที่ซื้อขายในคดีดังกล่าวมีราคาตารางวาละ 12,000 บาท

จำเลยกำหนดค่าทดแทนโดยมิได้ใส่ใจถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตามฟ้องตารางวาละ 20,000 บาท ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนในคดีนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2533 โดยมิได้ทำประโยชน์หรืออาศัยหรืออาศัยหรือใช้ที่ดินที่ซื้อมาประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพและการเวนคืนได้กระทำเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา5 ปี นับแต่มีการเวนคืนการกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ต้องกำหนดตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 คือต้องกำหนดให้ไม่สูงกว่าราคาที่โจทก์ซื้อมาตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 ซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ระบุว่าตารางวาละ 1,000 บาท

คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นฯ และศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 9, 21(2) หรือ (3) ประกอบกับมาตรา 22 ด้วยจึงชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์อาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 9 ที่แก้ไขใหม่ มาตรา 21 ทั้งมาตรมาประกอบการพิจารณากำหนดค่าทดแทนจึงขัดต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตามคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์อีกตารางวาละ 500 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 2,000,000 บาทไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายที่โจทก์ซื้อมาตามเอกสารหมาย จ.16 และจ.17 จึงเหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว เห็นว่าก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 เรื่อง

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีผลใช้บังคับแล้ว ข้อ 1 บัญญัติว่า ให้ยกเลิกความในวรรคสี่และวรรคห้า ของมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน"ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 24" และข้อ 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"บทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสี่และวรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้มีให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งการกำหนดราคาเบื้องต้น

การจัดซื้อการจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทน การอุทธรณ์หรือการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย ดังนั้นเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์จึงต้องกำหนดโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) คือราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดประกอบราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ประกอบราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประกอบสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ในวันที่24 พฤษภาคม 2531 ซึ่งเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ประกอบเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครแม้หากจะฟังได้ว่าการได้ที่ดินมาของโจทก์เข้ากรณีตามมาตรา 22ก็ตาม แต่มาตรา 22 นี้ ให้เป็นดุลพินิจที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนให้ต่ำกว่าเงินค่าทดแทนที่กำหนดตามมาตรา 21 ก็ได้

ไม่ได้บังคับว่าต้องกำหนดเงินค่าทดแทนให้ต่ำกว่ามาตรา 21 เสมอไป ดังนั้นการกำหนดเงินค่าทดแทนให้ตามมาตรา 21 ย่อมไม่ขัดต่อมาตรา 22แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจากหลักฐานในคดีอาญาของศาลแขวงพระโขนงที่นายปราโมทย์ฟ้องนางสมัยตามเอกสารหมาย จ.8 และจ.9 ที่ดินที่นายปราโมทย์ซื้อจากนางสมัยในราคาตารางวาละ12,000 บาท อยู่ในบริเวณเดียวกันกับที่ดินของโจทก์และถูกเวนคืนพร้อมกันจึงควรจะกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 12,000 บาท นั้น ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ว่านายปราโมทย์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 2 งาน 65 ตารางวาเพื่อปลูกบ้านโดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายยินยอมจดภาระจำยอมในการใช้ถนนร่วมผ่านที่ดินแปลงนี้และพยานหลักฐานในคดีของศาลแขวงพระโขนงตามเอกสารหมาย

จ.8 และ จ.9 ก็ไม่มีข้อยุติว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาซื้อขายกันท้องตลาดตารางวาละเท่าใดทั้งโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาในลักษณะที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ถึง4,000 ตารางวา สภาพที่ดินพิพาทส่วนใหญ่เป็นที่รกไม่ได้ทำประโยชน์ และบางแห่งเป็นบ่อลึกถึง 23 เมตร ใช้ทำประโยชน์ได้ไม่เต็มที่และไม่มีถนนเข้าถึง สภาพและที่ดินของที่ดินสองแปลงนี้แตกต่างกันมาก จึงนำเอาราคาของที่ดินดังกล่าวแปลงหนึ่งแปลงใดมาเปรียบเทียบเพื่อใช้เป็นราคาของที่ดินอีกแปลงหนึ่งไม่ได้ส่วนที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาราคาตารางวาละ5,000 บาท ทำสัญญาประมาณเดือนกันยายน 2532 จดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2533 นั้น โจทก์มีแต่พยานบุคคลเบิกความลอย

ๆทั้งไม่ได้นำผู้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์มาเบิกความสนับสนุนและราคาที่ดินพิพาทตามข้ออ้างดังกล่าวเป็นเงินสูงถึง 20 ล้านบาทแต่โจทก์กลับไม่มีทั้งสัญญาซื้อขายที่อ้างว่าทำกับผู้ขายในเดือนกันยายน 2532 และไม่มีหลักฐานการชำระเงินแห่งที่มาของเงินที่นำไปชำระค่าที่ดินพิพาท นอกจากนี้ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2533 เอกสารหมายจ.17 โจทก์จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ขายที่ดินพิพาทเพียงตารางวาละ1,000 บาท พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาในราคาตารางวาละ 5,000 บาท และโจทก์สืบไม่ได้ว่าในวันที่24 พฤษภาคม 2531 อันเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน

เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ที่ดินพิพาทของโจทก์มีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดเท่าใด ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนที่ดินพิพาทของโจทก์ตารางวาละ 1,500 บาท เนื้อที่ 4,000 ตารางวาเป็นเงิน 6,000,000 บาท นั้น ศาลชั้นต้นได้คำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดประกอบราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ประกอบราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประกอบสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ในวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ประกอบเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมชอบด้วยมาตรา 21 แล้ว และไม่ขัดต่อมาตรา 22 ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาในราคาตารางวาละ 5,000 บาท แล้วนำราคานั้นมาเป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนแก่โจทก์เพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,394,586.80 บาท และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯเพิ่มค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีก 2,000,000 บาท เงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลกำหนดให้เพิ่มขึ้นจึงเป็นเงิน 605,413.20 บาทที่โจทก์ฎีกาว่า ขณะที่ฟ้องคดีนี้เป็นเวลาก่อนสิ้นอายุพระราชกฤษฎีกาฯ ในระหว่างการดำเนินคดีนี้พระราชกฤษฎีกาฯได้สิ้นอายุโดยมิได้ออกพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินของโจทก์คืนที่ดินให้แก่ประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไขจำเลยต้องออกจากที่ดินของโจทก์และคืนการครอบครองที่ดินแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยอย่างเดิม ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและโจทก์ไม่อาจอ้างเหตุนี้ได้ในศาลชั้นต้น จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์

ศาลฎีกาเห็นว่า คำขอของโจทก์ดังกล่าวเป็นเรื่องนอกคำฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยควรเสียดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2534 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยนำเงินไปฝากไว้แก่ธนาคารออมสิน เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นและมาตรา 11 คดีนี้ไม่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ดังนั้นจึงไม่มีวันที่ต้องการจ่ายทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2533 ซึ่งเป็นวันที่ลงในหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนโดยเห็นว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายค่าทดแทนนั้นไม่ชอบ

กรณีนี้วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่รัฐมนตรีและศาลฎีกาวินิจฉัยให้ชำระเพิ่มขึ้นรวมกันจำนวน2,605,413.20 บาท คือวันที่จำเลยที่ 1 วางเงินค่าทดแทนในวันที่22 เมษายน 2534 โดยให้ได้ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน ส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ต่อปี เพราะโจทก์มิได้ฎีกาขอให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8 ต่อปีคงที่นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจึงไม่ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ

กำหนด โดยเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 605,413.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงิน2,605,413.20 บาท แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

Matter details

Panel of judges
สุรินทร์ นาควิเชียร · สุทธิ นิชโรจน์ · ยรรยง ปานุราช
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4127/2550

โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องจ่ายเพิ่มให้แก่โจทก์ ถือว่าโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่ว…

Supreme Court Judgment No. 3551/2539

โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยกำหนด โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้กำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารา…

Supreme Court Judgment No. 7275/2539

การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพราะโจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่่าทดแทนที่คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้วแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมิได้วินิ…

Supreme Court Judgment No. 463/2541

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142,246,247.พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6,18(3),21. โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารพิพาทซึ่ง…

Supreme Court Judgment No. 5645/2540

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ เขตพระโขนง เขตยานนาวา เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตสัมพันธวงศ์เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายเขตพระนครเขตดุสิต เขตบางเขน เขตพญาไท และเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานค…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up