คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทงต่างกรรมต่างวาระกัน คือก. ร่วมกันมีอาวุธปืนชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ข. เนื่องจากกระทำผิดในข้อ ก. ตำรวจสองคนได้ติดตามจับจำเลยจำเลยได้ร่วมกันขัดขวางไม่ยอมให้จับกุม และใช้ปืนยิงตำรวจทั้งสองโดยเจตนาฆ่า แต่การกระทำไม่บรรลุผลขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 138, 289(2),80, 83 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกข้อหาโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 14 จำคุกจำเลยคนละ 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่โจทก์ฎีกาว่า กฎหมายมิได้ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่รวมฟ้องมาในความผิดข้อหาอื่นที่มีโทษสถานหนักกว่าอย่างที่โจทก์ฟ้องมาในคดีนี้นั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า การอุทธรณ์คดีอาญาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นศาลจะต้องพิจารณาอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายสำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ความผิดตามมาตรา 138 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่โจทก์ฟ้อง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับการกระทำในกระทงความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ซึ่งมีอัตราโทษในบทหนักตามมาตรา 289, 80 ถึงจำคุกตลอดชีวิต ฉะนั้น จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในข้อหานี้ชอบไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว แล้ววินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักฟังลงโทษจำเลยได้พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์