คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรผู้ตายอันเกิดจากสามีคนเดิม จำเลยที่ 1เป็นบุตรผู้ตายอันเกิดจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีใหม่ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอรับมรดกผู้ตายต่อหอทะเบียนที่ดินโดยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก พินัยกรรมดังกล่าวทำขึ้นในขณะผู้ตายวิกลจริต จำเลยที่ 2 จัดให้มีการทำพินัยกรรมขึ้นและจับมือผู้ตายพิมพ์ลงในพินัยกรรม พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ ทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องตกแก่ทายาท โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนหนึ่งจำเลยทั้งสองให้การว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองในขณะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ มิใช่คนวิกลจริต และทำขึ้นโดยสมัครใจมิได้ถูกหลอกลวง จึงไม่ตกเป็นโมฆะ
พินัยกรรมดังกล่าวตัดสิทธิโจทก์มิให้ได้รับมรดกตามฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพินัยกรรมของผู้ตายสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ฟังไม่ได้ว่าพินัยกรรมทำขึ้นเพราะกลฉ้อฉลและวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658(2)มิได้บัญญัติให้กรมการอำเภอต้องจดข้อความในพินัยกรรมด้วยตนเอง ผู้รักษาราชการแทนนายอำเภอสั่งให้ปลัดอำเภอมาเป็นผู้ช่วยตนในการซักถามผู้ทำพินัยกรรมแล้วจดข้อความไปพิมพ์ขึ้นเป็นอักษรแบบพิมพ์ และผู้รักษาราชการแทนนายอำเภอบันทึกไว้ท้ายข้อความว่าผู้ทำพินัยกรรมได้แจ้งข้อความที่ประสงค์ให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมดังกล่าวต่อหน้าตน กับลงลายมือชื่อประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ ถือได้ว่าผู้รักษาราชการแทนนายอำเภอจดข้อความลงไว้ด้วยตนเองพินัยกรรมจึงสมบูรณ์ตามกฎหมายพิพากษายืน