Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8976/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อซึ่งบรรทุกทรายเต็มคันรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2ถอยหลังไปตามถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 4 เมตร ล้อหลังขวาปีนขอบถนนซึ่งเป็นคอนกรีตสูงจากพื้นถนนประมาณ 15 เซนติเมตร ขึ้นบนบริเวณประตูทางเข้าลานไกที่มีฝาตะแกรงเหล็กปิดอยู่ ทำให้ฝาตะแกรงเหล็กยุบลงไปโดนสายเคเบิล ซึ่งอยู่ด้านล่างแตกฉีกขาด ไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดไฟลุกไหม้สายเคเบิล แสดงว่าการถอยรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังควบคุมให้รถยนต์แล่นอยู่บนพื้นผิวถนน จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปบนถนน ทางเดิน หรือทางวิ่งสำหรับรถยนต์ แต่ขับโดยล้อหลังด้านขวาปีนข้ามขอบถนนเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของถนน เมื่อน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ทำให้ฝาตะแกรงเหล็กปิดรางสายเคเบิลในบริเวณลานไกยุบลงไปทับสายเคเบิลอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.12.2 ที่ระบุว่า จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากความเสียหายที่เกิดใต้ถนน ทางเดิน ทางวิ่ง หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ใต้สิ่งดังกล่าว อันเกิดจากการสั่นสะเทือนหรือจากน้ำหนักรถยนต์หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า พนักงานของโจทก์ปล่อยปละละเลยให้เครื่องปรับกำลังดันกระแสไฟฟ้าหมุนโดยขาดน้ำมันหล่อลื่นถึง 2 วัน จนทำให้ลูกปืน (แบริ่ง) หลอมละลายจนใช้การไม่ได้ ถือว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของโจทก์ ความข้อนี้จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาโดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์และนำสืบต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ บรรทุกทรายเต็มคันรถ แล่นเข้าไปในที่ทำการเขต 1 สถานีไฟฟ้าแรงสูงพระนครเหนือของโจทก์ อันเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และขับรถถอยหลังเข้าไปในบริเวณลานไก (บริเวณอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าแรงสูง) ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังในการควบคุมรถ ทำให้ล้อหลังด้านขวาปีนขึ้นไปทับบนฝาตะแกรงเหล็กปิดรางสายเคเบิล ฝาตะแกรงเหล็กปิดรางยุบลงไปพร้อมกับล้อหลังด้านขวาของรถคันดังกล่าวและทับลงบนสายเคเบิลทำให้สายเคเบิลแตกขาด ไฟฟ้าลัดวงจรทำให้เกิดไฟลุกไหม้สายไฟฟ้า เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์

จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,193,334.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในเงินต้น 2,044,218.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว กล่าวคือ ในบริเวณที่เกิดเหตุเป็นสถานีไฟฟ้าแรงสูงและเป็นหน่วยงานก่อสร้างของโจทก์ โจทก์มอบให้ผู้มีชื่อซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลและสั่งการในบริเวณหน่วยงานก่อสร้าง โดยผู้มีชื่อได้รู้หรือควรจะรู้อยู่แล้วว่าในบริเวณที่เกิดเหตุมีสายเคเบิลฝังอยู่ใต้ดิน แต่ผู้มีชื่อได้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ถอยรถยนต์ ซึ่งบรรทุกทรายมีน้ำหนักมากเข้าไปในบริเวณดังกล่าว

ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า กรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.12.2 ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินที่อยู่ใต้ถนน ทางวิ่งทางเดินที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำหนักของรถยนต์หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ ทรัพย์สินที่เสียหายในคดีนี้อยู่ใต้ถนน ทางวิ่ง ทางเดิน และได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำหนักของรถยนต์ หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 1,441,717.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับจำเลยที่ 3 ให้ร่วมรับผิดไม่เกิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริเวณประตูลานไกอยู่สูงจากพื้นถนนประมาณ 15 เซนติเมตรและอยู่ติดกับขอบถนนซึ่งเป็นคอนกรีตสูงประมาณ 15 เซนติเมตรเป็นแนวยาวไปตามขอบถนน ล้อหลังด้านขวาของรถยนต์บรรทุกสิบล้อปีนข้ามขอบถนนขึ้นไปบนบริเวณประตูลานไก แสดงว่าการถอยรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 มิได้ควบคุมบังคับรถยนต์ให้แล่นอยู่บนพื้นผิวถนนมาเบิกความสอดคล้องกันว่า ขณะจำเลยที่ 1 ถอยรถเข้ามาใหม่นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายชาญพยานโจทก์กับนายบุญลือพยานจำเลยทั้งสามตรงกันว่า นายชาญยืนอยู่ทางด้านซ้ายของรถยนต์แสดงว่ายืนอยู่คนละฝั่งถนนกับบริเวณประตูลานไกที่เกิดเหตุ นายชาญจึงไม่สามารถมองเห็นบริเวณประตูลานไกได้ขณะรถยนต์คันดังกล่าวแล่นถอยหลังผ่านนายชาญไป

นายชาญมิได้ไปยืนอยู่ตรงบริเวณที่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ถอยรถเข้าไปเททรายลง แล้วให้สัญญาณในการถอยรถของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกำกับดูแลการถอยรถและเททรายของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและตรงตามความประสงค์ของนายชาญแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า นายชาญพนักงานของโจทก์เป็นผู้ควบคุมและสั่งการให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกเข้าไปเททรายยังที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่บังคับควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุย่อมต้องใช้ความระมัดระวังอย่างวิญญูชนที่จะต้องพึงกระทำในหน้าที่ของผู้ขับรถยนต์ ต้องควบคุมรถให้แล่นไปตามพื้นผิวถนน โดยเฉพาะในถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีการสร้างขอบถนนเป็นคอนกรีตสูงถึง 15 เซนติเมตร

ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าพื้นที่อื่นบริเวณนอกขอบถนนไม่ใช่พื้นที่สำหรับรถยนต์ชนิดใดจะขึ้นไปใช้แทนพื้นผิวถนนได้ โดยเฉพาะรถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถยนต์บรรทุกสิบล้อขนาดใหญ่ และขณะเกิดเหตุบรรทุกทรายหนักถึง 10 ตัน ย่อมเล็งเห็นได้ว่าความใหญ่และน้ำหนักของรถยนต์คันเกิดเหตุอาจก่อให้เกิดความเสียหายแตกหักและยุบตัวแก่พื้นผิวนอกขอบถนนได้ แม้บริเวณประตูลานไกจะไม่มีเครื่องหมายห้ามเข้า และฝาตะแกรงเหล็กที่ปิดทึบไม่สามารถเห็นสายเคเบิลด้านล่างได้ ทั้งมิได้มีป้ายแสดงว่ามีสายเคเบิลอยู่ใต้พื้นดังกล่าว ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์แต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.12.2 ได้ระบุข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากความเสียหายที่เกิดใต้ถนน ทางเดิน ทางวิ่ง หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ใต้สิ่งดังกล่าว อันเกิดจากการสั่นสะเทือนหรือจากน้ำหนักรถยนต์หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ ขณะเกิดเหตุล้อหลังด้านขวาของรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุแล่นขึ้นไปอยู่บนขอบถนนซึ่งถือเป็นบริเวณส่วนหนึ่งของถนน กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า ข้อความตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.12.2 หมายความว่า

จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในกรณีความเสียหายของถนน ทางเดิน ทางวิ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ใต้สิ่งเหล่านั้น อันเกิดจากการสั่นสะเทือน หรือจากน้ำหนักของรถยนต์หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปบนถนน ทางเดิน หรือทางวิ่งสำหรับรถยนต์ดังกล่าว แต่ได้ขับโดยล้อหลังด้านขวาปีนข้ามขอบถนนเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของถนน เมื่อน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ดังกล่าวทำให้ฝาตะแกรงเหล็กปิดรางสายเคเบิลในบริเวณลานไกยุบลงไปทับสายเคเบิลอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งวางอยู่ข้างใต้เกิดความเสียหาย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 3 จะไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า การที่พนักงานโจทก์ปล่อยปละละเลยให้เครื่องปรับกำลังดันกระแสไฟฟ้าหมุนโดยขาดน้ำมันหล่อลื่นถึง 2 วัน จนทำให้ลูกปืน (แบริ่ง) หลอมละลายจนใช้การไม่ได้ ถือว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชอบนั้น เห็นว่า ความข้อนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์และนำสืบต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

Result

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 1,500 บาท แทนโจทก์.

Matter details

Panel of judges
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · มงคล คุปต์กาญจนากุล · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
Lower court
ศาลจังหวัดนนทบุรี - นางสุพิชญ์ กรอบคำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 115/2521

ส. เจ้าของรถยนต์ได้โอนขายรถยนต์ให้แก่บุคคลอื่นไปก่อนที่จะนำรถยนต์ดังกล่าวมาประกันวินาศภัยไว้กับโจทก์ แม้การประกันทำในนามของ ส. เอง ส. ก็ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันวินาศภัยไว้กรมธรรม์ประ…

Supreme Court Judgment No. 6099/2560

จำเลยประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ต้องให้ความสำคัญด้านบริการ ทั้งเรื่องสินค้า ความปลอดภัยและความสะดวกสบาย เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าอันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย โดยเฉพ…

Supreme Court Judgment No. 13068/2558

ตามฟ้องและฟ้องแย้ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำในฐานะส่วนตัวและจำเลยที่ 2 มิใช่เจ้าหนี้ตามฟ้องแย้ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย…

Supreme Court Judgment No. 14426/2558

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยผู้รับประกันภัยโดยตรง โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้และเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต จำเลยมิได้อุทธรณ์คัด…

Supreme Court Judgment No. 5637/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และ ร. มอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up