Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8801/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 เป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการงานต่างๆ ให้แก่จำเลยรวมทั้งได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อนมาใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าทำการงานและเงินที่ทดรองไปอันเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2547 ซึ่งยังไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันดังกล่าว จึงยังไม่ขาดอายุความ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2541 จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ โจทก์ตกลงรับจำเลยเข้าเป็นสมาชิกและออกบัตรเครดิตให้แก่จำเลย เมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 จำเลยนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการจากสถานประกอบการค้าต่างๆ ตลอดจนใช้เบิกเงินสดจากเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติรวม 9 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 207,664.55 บาท ซึ่งโจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยให้แก่สถานประกอบการค้าต่างๆ ไปแล้ว และได้เรียกเก็บเงินจากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงได้ยกเลิกบัตรเครดิตของจำเลยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 จำนวน 10,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 235,568.47 บาท พร้อมค่าทดแทนและค่าปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 167,664.55 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า

โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ได้ออกทดรองจ่ายเงินไปเกินกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว และจำเลยไม่ได้เป็นผู้ชำระเงินจำนวน 10,000 บาท เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางพรรณทิพย์ พัฒนะอเนก เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์โดยนางพรรณทิพย์ ได้มอบอำนาจให้นางอาภรณ์ จันทาโภ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ และให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ นางอาภรณ์ได้แต่งตั้งให้นางสาวสายพิณ สีลม เป็นตัวแทนช่วงดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ โจทก์ตกลงรับจำเลยเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิตออกโดยบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพลส หมายเลข 3763-108949-21005 ให้แก่จำเลย โดยบัตรดังกล่าวสามารถนำไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการจากสถานประกอบการค้าต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของโจทก์ทั้งในและต่างประเทศ

ตลอดจนสามารถใช้เบิกถอนเงินสดจากเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ โดยโจทก์จะเป็นผู้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อนแล้วจะเรียกเก็บจากจำเลยเป็นรายเดือนตามรอบระยะเวลาบัญชี เมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 จำเลยนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการจากสถานประกอบการค้าต่างๆ ตลอดจนใช้เบิกถอนเงินสดจากเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติรวม 9 รายการ ซึ่งโจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยให้แก่สถานประกอบการค้าต่างๆ ไปแล้ว และได้จัดส่งใบเรียกเก็บเงินไปเรียกเก็บเงินจากจำเลย แต่จำเลยไม่ชำระให้แก่โจทก์ตามกำหนด โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาโดยการยกเลิกบัตรเครดิตของจำเลยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 คำนวณถึงวันบอกเลิกสัญญาจำเลยยังคงค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน 207,664.55 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ภายหลังโจทก์ยกเลิกบัตรเครดิตของจำเลย จำเลยได้นำเงินมาชำระให้โจทก์รวมสามครั้ง คือ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2545 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 24 กันยายน 2545 จำนวน 15,000 บาท และครั้งสุดท้าย วันที่ 31 ตุลาคม 2545 จำนวน 10,000 บาท การชำระหนี้ดังกล่าวของจำเลยเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า แม้ในประเด็นเรื่องการชำระหนี้หลังสัญญาเลิก โจทก์จะมีเพียงพยานบุคคลมาเบิกความโดยไม่มีพยานเอกสารมาสนับสนุน แต่เมื่อโจทก์อ้างเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงต่อศาลได้

จำเลยก็ไม่ได้นำสืบให้ เห็นว่าข้ออ้างในเรื่องเหตุขัดข้องในการนำเอกสารมาแสดงเป็นเรื่องไม่จริง จึงน่าเชื่อว่าการที่โจทก์ไม่สามารถนำใบฝากเงินหรือหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยเป็นผู้ชำระเงินมาแสดงต่อศาลได้ เป็นเพราะโจทก์ไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยชำระเงินที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาใดกันแน่ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์จงใจหรือไม่ขวนขวายให้ได้มาซึ่งเอกสารดังกล่าว ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางสาวสายพิณ สีลม ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏว่าการชำระหนี้ทั้งสามครั้งตามที่โจทก์อ้างได้กระทำโดยต่อเนื่องกันหลังสัญญาเลิกไม่นาน ทั้งจำนวนเงินที่ชำระแต่ละครั้งก็มีจำนวนค่อนข้างมาก กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ชำระหนี้ทั้งสามครั้งดังกล่าว

เมื่อฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ชำระหนี้ และชำระในครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 การที่จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการงานต่างๆ ให้แก่จำเลยรวมทั้งได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อนมาใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าทำการงานและเงินที่ออกทดรองไปอันเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2547 ซึ่งยังไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันดังกล่าว

คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหานี้แม้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยมา แต่ศาลชั้นต้นได้สืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อน ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้ความว่า จำเลยยังคงค้างชำระหนี้ต้นเงินจำนวน 167,664.55 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าทดแทนการออกเงินทุนเพิ่ม และค่าปรับเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายจากการเรียนเก็บเงินในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน

นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2545 โดยอาศัยข้อตกลงตามสัญญาการเป็นสมาชิกบัตรบริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด เอกสารหมาย จ.6 นั้น ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในทำนองเบี้ยปรับซึ่งหากเป็นอัตราที่สูงเกินส่วน ศาลฎีกาก็มีสิทธิปรับลดลงได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งเมื่อวิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบทางได้เสียต่างๆ ของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้เป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่สัญญาเลิกเป็นต้นไป"

Result

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 167,664.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี.

Matter details

Panel of judges
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · รัตน กองแก้ว · ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2033/2567

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ถือเอาผลสำเร็จแห่งการงานที่จ้างเป็นสำคัญ และการจ่ายสินจ้างถือเอาความสำเร็จของผลงานหรือตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวกำหนดชำระค่าจ้าง 3 ง…

Supreme Court Judgment No. 8032/2556

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ให้รื้อถอนและต่อเติมโครงหลังคาเหล็กโรงสีข้าวของจำเลยที่ 1 โดยจ้างเหมาค่าแรงต่อตารางเมตร โจทก์เป็นฝ่ายจัดหาเครื่องมือสำหรับใช้ในการทำงาน ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายจัดห…

Supreme Court Judgment No. 7848/2553

สิทธิเรียกร้องจากการที่จำเลยทั้งสามซื้อสินค้าจากโจทก์ เพื่อส่งขายให้แก่ลูกค้าอันมิใช่ซื้อไปเพื่อใช้เป็นการเฉพาะภายในบริษัทจำเลยที่ 1 ย่อมมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) มิใช่อายุความ 2 ปี…

Supreme Court Judgment No. 3389/2552

สัญญาให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ใช้บริการผิดนัดชำระหนี้ค่าใช้บริการ...ผู้ใช้บริการยินยอมเสียค่าปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน สำหรับค่าใช้บริการที่ค้างชำระ" อันเป็…

Supreme Court Judgment No. 6504/2550

จำเลยใช้บัตรเครดิตของธนาคารโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2540 โจทก์ส่งใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายให้จำเลยชำระเงินขั้นต่ำภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เมื่อจำเลยผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up