Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8691/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญามีความเข้าใจตรงกันและมีเจตนาที่แท้จริงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างกันว่า ถ้าการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นอันยกเลิก มิได้หมายความถึงว่าต้องให้การไฟฟ้านครหลวงยกเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างกับบริษัท ย. ก่อน จึงจะถือว่าใบสั่งซื้อสินค้าเป็นอันยกเลิกดังที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด การที่ข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีว่าหากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้ท่อร้อยสายไฟฟ้าที่เป็นสินค้าของโจทก์ให้ถือว่าใบสั่งสินค้าเป็นอันยกเลิกนั้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับหลัง เมื่อต่อมาการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ นิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นผลในเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 วรรคสอง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 23,654,400 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 19,712,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 และวันที่ 9 เมษายน 2542 การไฟฟ้านครหลวงทำสัญญาจ้างบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง คอนสตรัคชั่น จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดนภาก่อสร้าง (ร่วมค้า) ก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินร่วมกับโครงการก่อสร้างทางลอดใต้ทางแยกบางพลัด (ถนนจรัญสนิทวงศ์ - ถนนราชวิถี) ของกรุงเทพมหานครและก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินร่วมกับโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนรามคำแห่ง - พัฒนาการ (ผ่านซอยถาวรธวัช 1) ของกรุงเทพมหานคร จำเลยได้รับเหมาช่างงานมาจากบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดนภาก่อสร้าง (ร่วมค้า)

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำเลยสั่งซื้อท่อร้อยสายไฟฟ้าทำด้วยใยแก้วขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 5 นิ้ว ผนังท่อหนา 0.066 นิ้ว ความยาว 35,900 เมตร กับ 25,700 เมตร รวม 61,600 เมตร ราคาเมตรละ 320 บาท เป็นเงิน 19,712,000 บาท จากโจทก์ ต่อมาการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้ท่อร้อยสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ของโจทก์ในงานทั้งสองแห่ง เนื่องจากเป็นแบบขันเกลียวไม่สามารถนำมาใช้ติดตั้งและใช้ในการลากสายไฟฟ้าใต้ดินได้ต้องใช้แบบสวมอัดเท่านั้นโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรับสินค้าที่สั่งซื้อไว้ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่

เห็นว่า ...โจทก์ทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่าการที่จะนำสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าไปใช้ในงานก่อสร้างของการไฟฟ้านครหลวงนั้น บริษัทเอกชนผู้ทำงานจะต้องนำสินค้าไปให้การไฟฟ้านครหลวงตรวจสอบจนเป็นที่พอใจและได้รับอนุมัติการใช้ก่อนทุกกรณีจึงจะสามารถนำสินค้านั้นไปใช้ทำงานได้ แม้สินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าของโจทก์จะได้รับการรับรองผ่านหลักเกณฑ์จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือการไฟฟ้านครหลวงอนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ได้ในงานก่อสร้างโครงการอื่นของการไฟฟ้านครหลวงมาแล้วก็ตามเนื่องจากลักษณะการทำงานในพื้นที่แต่ละโครงการของการไฟฟ้านครหลวงแตกต่างกันสินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย

จ.3 มีราคาสูงถึงเกือบ 20,000,000 บาท โจทก์ทราบดีว่าจำเลยสั่งซื้อจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในงานของการไฟฟ้านครหลวงที่แยกบางพลัด ถนนจรัญสนิทวงศ์และที่แยกถนนรามคำแหง - พัฒนาการโดยเฉพาะ เมื่อจำเลยไม่สามารถนำสินค้าโจทก์ไปใช้งานก่อสร้างโครงการอื่นได้ การที่การไฟฟ้านครหลวงจะอนุมัติให้ใช้ท่อร้อยสายไฟฟ้าของโจทก์หรือไม่จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญยิ่งแก่จำเลยไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะยอมตกลงทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ว่า หากการไฟฟ้านครหลวงยกเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างงานกับบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ที่จำเลยรับเหมาช่วงงานก่อสร้างดังกล่าวมาทำแล้ว ให้ถือว่าการสั่งซื้อสินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย

จ.3 เป็นอันยกเลิกดังที่โจทก์กล่าวอ้างเพราะจำทำให้จำเลยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบหากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าจำเลยไม่สามารถนำสินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าของโจทก์ไปใช้ประโยชน์อื่นใดได้ต้องสูญเสียเงินค้าสินค้าให้โจทก์เกือบ 20,000,000 บาท ทั้งที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด แต่อย่างใด ดังนั้น หากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าของโจทก์ก็ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อให้จำเลยได้รับความเสียหายมากมายเช่นนี้ พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

โจทก์ไปติดต่อขอร้องให้จำเลยออกใบสั่งซื้อสินค้าเอกสารหมาย จ.3 ให้โจทก์เพื่อโจทก์นำไปติดต่อกับการไฟฟ้านครหลวงเพื่อให้อนุมัติใช้สินค้าดังกล่าวในงานได้ โดยอ้างอาศัยความสัมพันธ์การเป็นนักศึกษารุ่นพี่รุ่นน้องกันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระหว่างนายชัยวัฒน์กรรมการโจทก์และนายสุวิทย์กรรมการจำเลย โดยรับปากว่าจะไม่ทำให้นายสุวิทย์เดือดร้อน จำเลยจึงยอมตกลงสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าหากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าโจทก์ให้ถือว่าการซื้อขายสินค้าครั้งนี้เป็นอันยกเลิก ข้อความที่นางสาวพรภิมาจัดพิมพ์ขึ้นในใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 1 ด้านล่างตรงหมายเหตุข้อที่ 1 ที่ว่า หากการไฟฟ้านครหลวงยกเลิกสัญญาใบสั่งซื้อฉบับนี้ก็ยกเลิกด้วยนั้น

เห็นได้ว่าโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญามีความเข้าใจตรงกันและมีเจตนาที่แท้จริงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างกันว่า ถ้าการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ ใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.3 เป็นอันยกเลิก มิได้หมายความถึงว่าต้องให้การไฟฟ้านครหลวงยกเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างกับบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ก่อน จึงจะถือว่าใบสั่งซื้อสินค้าเอกสารหมาย จ.3 เป็นอันยกเลิกดังที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ทั้งการนำสืบของจำเลยเป็นการนำสืบเรื่องการตีความหมายข้อความในสัญญาเพื่อทราบถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่กรณีขณะทำสัญญามิใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 การที่ข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างโจทก์นกับจำเลยมีว่า

หากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้ท่อร้ายสายไฟฟ้าที่เป็นสินค้าของโจทก์ให้ถือว่าใบสั่งสินค้าเป็นอันยกเลิกนั้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับหลัง เมื่อต่อมาการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ นิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นผลในเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,500 บาท แทนจำเลย

Matter details

Panel of judges
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ · ณรงค์พล ทองจีน · วิกร อังคณาวิศัลย์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4995/2565

โจทก์ทราบเงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าโจทก์จะเริ่มทำงานตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานจากเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการซึ่งเป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกั…

Supreme Court Judgment No. 1922/2546

สัญญาจ้างว่าความระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ทั้งสองได้กำหนดข้อตกลงเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษโดยให้เป็นผลต่อเมื่อมีการถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่ลูกหนี้ที่ 1 เป็นโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม…

Supreme Court Judgment No. 9318/2544

ธุรกรรมของจำเลยที่เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปยื่นคำขอเปิดบัญชีเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว โดยการจะใช้จำนวนเงินสงเคราะห์ ย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของผู้ยื่นคำขอ ธุรกรรมดังกล่าวจึงเป็นการรับประ…

Supreme Court Judgment No. 6446/2540

ตามบันทึกข้อตกลงท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง ป. ผู้ขายกับจำเลย ผู้ซื้อระบุว่า จำเลยต้องการให้โจทก์เป็นนายหน้า หรือตัวแทนในการขายที่ดินให้กับบริษัทค. หากจำเลยขายให้กับทางบริษัทค.ได้ จำเลยสัญญาว่าจะจัด…

Supreme Court Judgment No. 865/2540

บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไปจดทะเบียนหย่าในวันที่ระบุ หลังจากที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยไว้ก่อนแล้ว ถือว่าข้อตกลงนี้มีเงื่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up