คำฟ้องและคำให้การ
ได้ความว่าโจทก์กับ ถ. ภริยาจำเลยได้เข้าหุ้นส่วนกับรับประกันจีนที่มาจากประเทศจีนต่อกรมตรวจคนเข้าเมืองเพื่อแบ่งผลกำไรกัน โจทก์ได้จำนองที่ดินของโจทก์เป็นเงิน ๑๕๐๐ บาทให้แก่ ถ. เพื่อนำไปวางเป็นประกัน โดยได้รับความรู้เห็นยินยอมจากจำเลย แต่ ถ. หาได้นำเงินไปวางเป็นประกันไม่ ต่อมา ถ. วายชนม์ โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยซึ่งเป็นสามี ถ. ให้ใช้เงิน ๑๕๐๐ บาท
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าตามประมวลแพ่ง ม. ๔๑ วรรคสุดท้าย จำเลยไม่ต้องรับผิดในสินบริคณห์ส่วนของจำเลย แลในข้อที่ว่าจำเลยต้องรับผิดในการเป็นผู้รับมฤดกนั้น โจทก์ก็ไม่มีพะยาน+ถึงว่า ถ. มีทรัพย์สิ่งใดตกอยู่แก่จำเลย จึงพิพากษากลับศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าตาม ม. ๔๑ วรรคสุดท้ายจำเลยต้องรับผิดชอบแต่เพียงเท่าที่มีสินบริคณห์ส่วนของ ถ. ตกเป็นมฤดกแก่จำเลยแลเห็นว่าตามคำพะยานจำเลยเองปรากฎว่าเมื่อจำเลยได้ ถ. เป็นภริยา ถ. ได้ตั้งร้านค้าขายมีรถยนตร์ เรือน แลเงินอยู่บ้างเห็นว่าเมื่อจำเลยเป็นสามี ถ. แลเป็นผู้รับมฤดก ถ. ตามกฎหมายประมวลแพ่ง ฯ ม. ๑๗๓๗ โจทก์ยังไม่จำต้องสืบว่าจำเลยได้มฤดกเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด เจ้าหนี้กองมฤดกจะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทคนใดก็ได้ แลข้อที่ว่าทรัพย์อย่างใดเป็นมฤดกของ ถ. นั้น อาจจะว่ากล่าวกันได้ในชั้นบังคับคดีจึง
Result
พิพากษาให้จำเลยรับผิดชอบในสำนวนเงิน ๑๕๐๐ บาทเท่าที่ทรัพย์มฤดกของ ถ. ตกอยู่แก่จำเลยและเท่าที่เป็นสินบริคณห์ส่วนของ ถ. กับให้จำเลยใช่ค่าธรรมเนียมค่าทนายความแทนโจทก์ด้วยในฐานะผู้รับมฤดก