คำฟ้องและคำให้การ
จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้เงินให้แก่โจทก์ แต่แล้วไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดเรือนของจำเลย ๑ หลังซึ่งเป็นสินบริคณห์ระหว่างจำเลยกับภริยาผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของภริยา จำเลยได้ใช้สิทธิของลูกหนี้ขอให้ศาลสั่งแยกสินบริคณห์ระหว่างจำเลยและภริยาเพื่อจะขอรับชำระหนี้ ศาลอนุญาตให้แยกได้ ต่อมาโจทก์จึงยื่นคำร้องว่าหนี้ระหว่างโจทก์จำเลยคดีนี้เป็นหนี้ร่วม โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแต่สินบริคณห์ทั้งสองฝ่าย จึงขอให้ยึดสินบริคณห์ส่วนของภริยาจำเลยมาชำระหนี้ของโจทก์ด้วย ศาลแพ่งสั่งว่า สินบริคณห์เมื่อแยกจากกันแล้วก็เป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น โจทก์จะขอยึดส่วนของภริยาด้วยมิได้
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลแพ่งสั่งว่ารับเป็นอุทธรณ์ ส่งสำเนาให้กับจำเลย ผู้ร้องจึงมิได้รับสำเนาและมิได้แก้อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินส่วนของภริยาจำเลยได้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นจำเลยอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๓๕ และเป็นคู่ความซึ่งพิพาทกันในชั้นบังคับคดีกับโจทก์ตลอดมา เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้โจทก์ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยอุทธรณ์เป็นการที่มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๓๕ จึงต้องดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้ออื่น
Result
จึงพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้องเสียก่อน แล้วส่งสำนวนมาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่.