คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 84, 91, 289, 339, 340 ตรี ริบลูกกระสุนปืนทองแดงหุ้มตะกั่ว 1 ลูก อาวุธปืนคาร์ไบน์ (M.1) ขนาด .30 CARBINE 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 ซอง โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด หมายเลข 09 8321 xxxx จำนวน 1 เครื่อง และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า 1 คัน ของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 191,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 6,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 2
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณานายศรายุทธ บุตรชายของนางอรุณ ผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบลูกกระสุนปืนทองแดงหุ้มตะกั่ว 1 ลูก อาวุธปืนคาร์ไบน์ (M.1) ขนาด .30 CARBINE 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 ซอง ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี, 86 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท และอาวุธปืนสั้น
ขนาด 9 มม. ยี่ห้อเทารัส เครื่องหมายทะเบียน กท 5245097 หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 140,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 ให้ริบลูกกระสุนปืนทองแดงหุ้มตะกั่ว 1 ลูก อาวุธปืนคาร์ไบน์ (M.1) ขนาด .30 CARBINE 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 ซอง และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด หมายเลข 09 8321 xxxx จำนวน 1 เครื่อง ของกลาง ข้อหาอื่นและคำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้โต้เถียงว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2558 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน นายชาตรีหรือจุก ขับรถจักรยานยนต์ของตนมีนายจำเนียรหรืออ้อ นั่งซ้อนท้าย โดยนายจำเนียรถืออาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ใส่ถุงปุ๋ยไปด้วย แล้วนายจำเนียรให้นายชาตรีขับรถไปส่งบริเวณทางเข้ากระท่อมที่เกิดเหตุตำบลสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง แล้วนายชาตรีขับรถกลับมาที่บ้านเช่าของนายจำเนียร ส่วนนายจำเนียรใช้ไฟฉายส่องเดินเข้าไปในกระท่อมนาดังกล่าว แล้วใช้อาวุธปืนที่เตรียมไปยิงจ่าสิบเอกสุรศักดิ์
ผู้ตายที่ 1 และนางอรุณ ผู้ตายที่ 2 ซึ่งเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายถึงแก่ความตายทั้งคู่ จากนั้นนายจำเนียรชิงทรัพย์เอาสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท 1 เส้น อาวุธปืนสั้น ขนาด 9 มม. 1 กระบอก และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ของผู้ตายที่ 1 ไป เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 เวลา 9.56 นาฬิกา นายนพดล ซึ่งเป็นหลานชายของนายจำเนียรได้พานายจำเนียรนำสร้อยคอทองคำของผู้ตายที่ 1 ไปจำนำที่โรงรับจำนำคิมไถ่ ในราคา 86,000 บาท หลังเกิดเหตุ 4 ถึง 5 วัน นายจำเนียรนำเงิน 20,000 บาท ไปแบ่งให้นายชาตรีและนายจำเนียรนำอาวุธปืนสั้นของผู้ตายที่ 1 ไปขายฝากให้แก่นายเอกบุรุษ แต่ภายหลังนายเอกบุรุษไม่สามารถติดต่อนายจำเนียรได้ จึงนำอาวุธปืนไปขายต่อให้นายเวศ
สำหรับรถจักรยานยนต์ของผู้ตายที่ 1 ขายยาก ไม่มีคนรับซื้อ จึงเอาไปทำลาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจงมเครื่องรถจักรยานยนต์ได้จากบ่อน้ำ และได้คืนเครื่องรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 แล้ว ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายทั้งสองพร้อมซองกระสุนปืน เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากบริเวณริมรั้วเขตติดต่อพรมแดนไทย - เมียนมา อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ศาลมณฑลทหารบกที่ 13 ออกหมายจับนายจำเนียร และเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายจำเนียรได้วันเดียวกันจึงแจ้งข้อหาและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีและใช้อาวุธปืน และใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด
มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ร่วมกันพาและยิงปืนโดยใช่เหตุ นายจำเนียรให้การรับสารภาพ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดได้ 2 เครื่อง จากนายจำเนียร หมายเลข 09 2630 xxxx และ 09 8313 xxxx เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนนายจำเนียรให้การรับสารภาพ เมื่อปลายปี 2556 นายจำเนียรเคยได้รับโทษจำคุกในคดีครอบครองอาวุธปืน เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 ศาลมณฑลทหารบกที่ 13 ออกหมายจับนายชาตรีและในวันเดียวกันนั้นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายชาตรีได้ กับยึดรถจักรยานยนต์ของนายชาตรีที่ใช้รับส่งนายจำเนียรในคืนเกิดเหตุ และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 08 3812 xxxx เป็นของกลาง
ชั้นสอบสวนนายชาตรีให้การปฏิเสธ และนายชาตรีให้การในฐานะพยานไว้ด้วย เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 ศาลมณฑลทหารบกที่ 13 ออกหมายจับจำเลยและในวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ แจ้งข้อหาว่าเป็นผู้ใช้ให้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ใช้ให้ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยมีและใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้และโดยใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด จำเลยให้การปฏิเสธพร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยหมายเลข 09 8321 xxxx เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนพนักงานสอบแจ้งข้อหาเดียวกันกับชั้นจับกุม จำเลยยืนยันให้การปฏิเสธ ผู้ตายที่ 1 และจำเลยต่างเป็นบุตรของนายสอาด กับนางสาย ซึ่งมีบุตรด้วยกัน 6 คน
ผู้ตายที่ 1 เป็นบุตรคนที่ 2 ส่วนจำเลยเป็นบุตรคนที่ 5 เดิมจำเลยมีสามีชื่อนายชาญณรงค์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมานายชาญณรงค์เสียชีวิตเมื่อปี 2547 ครั้นปี 2550 จำเลยแต่งงานใหม่กับนายสำรวย และย้ายไปอยู่กับนายสำรวยที่ตำบลโคกช้าง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2552 จำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และต้องขังในระหว่างพิจารณาคดีเป็นเวลา 4 ปี จนปี 2556 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง จำเลยได้รับการปล่อยตัวและกลับมาอยู่กับนายสอาดที่ตำบลบางจัก จนถึงปัจจุบัน ส่วนนายสำรวยเสียชีวิตเมื่อปี 2557 นายจำเนียรรู้จักกับจำเลยมานานกว่า 10 ปี แต่หลังจากภริยาของนายจำเนียรเสียชีวิตแล้วจึงมารักใคร่ชอบพอจำเลย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้บันทึกการจับกุมนายจำเนียรและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายจำเนียรจะเป็นพยานบอกเล่าและมีลักษณะเป็นคำให้การซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลย แต่บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวมีลักษณะการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนับแต่มูลเหตุตามคดีระหว่างจำเลยกับผู้ตายที่ 1 ว่าเกิดจากการขัดแย้งเรื่องมรดกและพฤติกรรมของผู้ตายที่ 1 ที่มีนิสัยเอะอะโวยวายข่มขู่จำเลย ทำตัวเป็นใหญ่ภายในบ้าน ทั้งผู้ตายที่ 1 ไม่ยอมให้จำเลยสร้างบ้าน
หากผู้ตายที่ 1 อยู่ต่อไปน้อง ๆ รวมทั้งจำเลยจะเดือดร้อนจึงขอให้นายจำเนียรไปฆ่าผู้ตายที่ 1 และภริยา จนกระทั่งนายจำเนียรฆ่าคนทั้งสองจนถึงแก่ความตาย การให้ถ้อยคำของนายจำเนียรดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการให้ถ้อยคำในลักษณะของการปัดความรับผิดไปให้จำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ยอมรับว่านายจำเนียรเป็นผู้กระทำความผิดร่วมด้วย อีกทั้งมีรายละเอียดอันเป็นเรื่องราวส่วนตัวระหว่างจำเลยกับผู้ตายที่ 1 และคนในครอบครัว หากนายจำเนียรไม่ได้ให้การดังกล่าวไว้จริงก็เป็นการยากที่พนักงานสอบสวนและผู้จับกุมซึ่งไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจะแต่งเรื่องขึ้นมาเองหรือตั้งประเด็นข้อเท็จจริงขึ้นมาก่อนที่นายจำเนียรจะให้การต่อผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนเพื่อปรักปรำจำเลย โดยเฉพาะนายจำเนียรเองก็เบิกความว่ารักใคร่ชอบพอกับจำเลย
ระหว่างที่คบหากันนั้น จำเลยเคยเล่าให้ฟังว่ามีความลำบากเนื่องจากทะเลาะผู้ตายที่ 1 เกี่ยวกับเรื่องเงิน ดังนั้นถ้าไม่ได้เป็นความจริงคงไม่ให้การปรักปรำใส่ร้ายคนรักของตนเองโดยเฉพาะคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์และมีโทษสูง ทั้งข้อความดังกล่าวได้จัดทำขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันที่นายจำเนียรถูกจับกุมและในวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ตามลำดับ นายจำเนียรจึงยังไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อจะบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น แต่นายจำเนียรมาเบิกความต่อศาลเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ภายหลังที่ถูกจับกุมเป็นเวลานานเกือบ 8 เดือน จึงมีเวลาคิดใคร่ครวญหรือได้รับการติดต่อให้เบิกความบ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นคนรักของตนก็เป็นได้
แม้จำเลยจะอ้างว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของนายจำเนียรนั้นได้ทำขึ้นโดยนายจำเนียรไม่มีทนายความของตนเอง แต่ก็ได้ความว่าบันทึกฉบับดังกล่าวทำขึ้นต่อหน้านายวิญญู ทนายความซึ่งอยู่ด้วยและร่วมฟังการสอบสวนหลังจากที่พนักงานสอบสวนถามนายจำเนียรแล้วว่าประสงค์จะให้ทนายความหรือผู้ที่นายจำเนียรไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ นายจำเนียรเองเป็นฝ่ายแจ้งว่าตนประสงค์จะให้การตามลำพังด้วยตนเองและไม่ประสงค์ให้ทนายความหรือผู้ที่นายจำเนียรไว้วางใจร่วมฟังการสอบสวน และไม่ต้องการให้พนักงานสอบสวนจัดหาให้ ทั้งนายจำเนียรก็ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบว่านายจำเนียรทราบและเข้าใจข้อเท็จจริงข้อกล่าวหาสิทธิผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบแล้วว่า
นายจำเนียรมีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ถ้อยคำที่นายจำเนียรให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา นายจำเนียรจึงขอให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจโดยไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือให้สัญญาให้นายจำเนียรให้การแต่อย่างใด ทั้งนายจำเนียรได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ต้องหาท้ายข้อความที่ระบุว่า "เป็นความจริงอ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้อง" โดยมีลายมือชื่อของทนายความอยู่ด้วย การที่จำเลยฎีกาว่า นายจำเนียรไม่ได้อ่านข้อความในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่ระบุว่า "การที่ข้าพเจ้าลงมือฆ่าจ่าสิบเอกสุรศักดิ์เนื่องจากนางสาวดวงรัตน์เป็นผู้จ้างวาน" และไม่ได้ให้การในข้อความตามที่ระบุไว้ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ที่ระบุว่า
"นางสาวดวงรัตน์เป็นผู้ใช้ให้ข้าพเจ้าไปฆ่าจ่าสิบเอกสุรศักดิ์" จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำให้การชั้นสอบสวนนายจำเนียรประกอบกับคำเบิกความของร้อยตำรวจโทยุทธพงษ์ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งได้รับมอบหมายให้สืบสวนเหตุการณ์เสียชีวิตของผู้ตายที่ 1 ว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นทราบว่า ในครอบครัวของผู้ตายที่ 1 มีความขัดแย้งระหว่างพี่น้องเกี่ยวกับเรื่องปมมรดก พยานและทีมสอบสวนจึงขอรายงานการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของพี่น้องจากบริษัท ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย จากการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลในครอบครัวพบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อระหว่างหมายเลขของจำเลยคือ 09 8321 xxxx ของจำเลยกับหมายเลข 09 8946 xxxx ซึ่งแม้ขณะจับกุมนายจำเนียรพร้อมกับยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด 2 เครื่อง ที่ไม่ใช่หมายเลข 09 8946 xxxx
ก็ตาม แต่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า นายจำเนียรใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8946 xxxx และเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบจากโทรศัพท์หมายเลขนี้ว่า นายจำเนียรติดต่อนายนภดลหลานชายซึ่งอยู่ที่อำเภอบางกรวย แล้วต่อมานายนพดลพานายจำเนียรนำสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท ไปจำนำที่โรงรับจำนำคิมไถ่ กรณีจึงฟังได้ว่านายจำเนียรใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวเพื่อติดต่อกับจำเลยในวันเกิดเหตุจริง ดังนี้แม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายจำเนียรซึ่งให้การว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ให้นายจำเนียรไปฆ่าผู้ตายทั้งสองจะเป็นพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะ