Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8437/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ และตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ หนี้จำนองจึงเป็นทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์จำนอง โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองย่อมเป็นผู้มีทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์พิพาทชอบที่จะได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ โดยไม่จำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เนื่องจากโจทก์มิใช่เจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ประการใด แม้มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับการปลดจากการล้มละลาย และโจทก์เคยขอให้ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 4 ผู้เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับบังคับจำนองนำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์พิพาท และจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองเอง และโจทก์มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งดังกล่าว การบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์พิพาทก็หาจบสิ้นลงตั้งแต่ในกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายแล้วไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองจากจำเลยที่ 3 ได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 10,955,424.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137423 และ 137424 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 3,632,200.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี จากต้นเงิน 3,182,200.87 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี จากต้นเงิน 450,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทธารวรา จำกัด และหรือจากจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงิน ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพียงใดให้นำหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดไถ่ถอนจำนองเสียก่อน ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 4 ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137423 และ 137424 พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 3 ชดใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์รับจำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 137423 และ 137424 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จากจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2538 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 8,217,981.88 บาท จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง โจทก์นำจำเลยที่ 2 ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง ออกขายทอดตลาด แต่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ต่อจำเลยที่ 2 โดยแจ้งว่าศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง

หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 4 ผู้เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กองล้มละลาย 1 กรมบังคับคดี แจ้งคำสั่งให้โจทก์ไปฟ้องบังคับจำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง ตามกฎหมาย จากนั้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ฟ้องบังคับจำนองที่ดินพิพาท 2 แปลง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ยังไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ ไม่อาจฟ้องบังคับจำนองได้ ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประการแรกมีว่า

คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ประเด็นนี้จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับโอนทรัพย์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่เคยมีการโอนทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 มายังจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 มิใช่ผู้รับโอนทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นได้ว่าเหตุใดจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่อาจเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะอะไร เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 3 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 4 ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ยึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองตามกฎหมาย

ครั้นวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 เพื่อบังคับจำนองแก่ทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 แต่ภายหลัง ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสี่ และฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสี่ โดยขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระหนี้จำนอง หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ตามคำฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่า โจทก์ในฐานะเป็นผู้รับจำนองใช้สิทธิเรียกร้องในการบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 3 โดยฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ออกให้ขายทอดตลาด เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ

ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมดังที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่อ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากก่อนฟ้องโจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวข้องกับโจทก์ แม้คดีนี้โจทก์ได้แก้ไขความบกพร่องของโจทก์ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังกล่าว โดยก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 แต่ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาอีกส่วนหนึ่งคือ โจทก์มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 เป็นประเด็นที่ศาลในคดีนี้ต้องวินิจฉัยซ้ำอีก โดยอาศัยเหตุเดิมอันเป็นเหตุเดียวกันนั่นเอง แต่ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 เพียงแต่กล่าวอ้างว่า คดีนี้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 แล้วกลับมาฟ้องบังคับจำนองกับจำเลยที่ 3 ถือเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของโจทก์ในเรื่องการบอกกล่าวบังคับจำนอง ซึ่งโจทก์สามารถทำให้ถูกต้องได้ในคดีเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่

ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาว่า คดีนี้ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 3 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ เกี่ยวข้องกับโจทก์ ย่อมเป็นไปโดยมุ่งประสงค์ที่จะบิดเบือนให้เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ธ.2016/2547 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 3 มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงในส่วนนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์แต่ประการใด ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ฟ้อง

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประเด็นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า บุคคลผู้มีหน้าที่ในการชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองคือ จำเลยที่ 1 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการปลดจากการล้มละลาย จำเลยที่ 1 ย่อมหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้จำนองต่อโจทก์ตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ภาระหนี้จำนองย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (3) นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้รับการปลดจากการล้มละลายแล้ว มีผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายรวมถึงหนี้ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ด้วย และมูลหนี้จำนองของโจทก์คดีนี้เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังนี้

จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ใดต่อโจทก์ การบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์พิพาทจบสิ้นลงตั้งแต่ในกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายแล้ว เนื่องจากทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างเป็นบุคคลล้มละลาย และมูลหนี้จำนองของโจทก์เกิดขึ้นก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และโจทก์เคยขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ผู้เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับบังคับจำนองโดยนำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์พิพาท และจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองเอง หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียยังคงประสงค์จะให้มีการบังคับจำนองต่อไป โดยถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทน

โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 โจทก์จะต้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 แต่โจทก์ก็หาได้ปฏิบัติไม่ ถือว่าโจทก์ยอมรับผลของคำสั่งที่ปฏิเสธไม่บังคับจำนองด้วยการนำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์ ดังนี้ สิทธิของโจทก์ในการบังคับจำนองแก่ทรัพย์พิพาทย่อมสิ้นสุดลงตั้งแต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์พิพาทและโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ และตามพระราชบัญญัติล้มละลาย

พ.ศ.2483 มาตรา 95 เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ หนี้จำนองจึงเป็นทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์จำนอง โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองย่อมเป็นผู้มีทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์พิพาทชอบที่จะได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ โดยหาจำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เนื่องจากโจทก์มิใช่เจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ประการใด แม้มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับการปลดจากการล้มละลาย และโจทก์เคยขอให้ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 4 ผู้เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับบังคับจำนองนำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์พิพาท และจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องบังคับจำนองเอง และโจทก์มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับภายในกำหนดเวลา 14 วัน

นับแต่วันทราบคำสั่งดังกล่าว การบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์พิพาทก็หาจบสิ้นลงตั้งแต่ในกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายแล้วดังที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองจากจำเลยที่ 3 ได้ ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ผู้รับจำนองหรือไม่ ประเด็นนี้จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์มีบุคคลสิทธิเหนือจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ อันก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับผิดต่อโจทก์ในการชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง จำเลยที่ 3 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปโต้แย้งสิทธิของโจทก์ได้

นอกจากนี้โจทก์มิใช่เป็นผู้รับจำนองทรัพย์พิพาทโดยสุจริต ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 3 และหากโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองเอาแก่จำเลยที่ 3 ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท โจทก์ก็มีเพียงทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์จำนองเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 3 ต้องชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วว่า การจดทะเบียนโอนขายทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

แม้จำเลยที่ 3 จะกล่าวอ้างในฎีกาว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้มิได้กระทำการโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ทำสัญญาจำนองกับจำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันหนี้ของบริษัทธารวรา จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทดังกล่าว โดยที่จำเลยที่ 1 และบริษัทธารวรา จำกัด ไม่เคยเป็นลูกค้าของโจทก์มาก่อน และไม่มีประวัติทางการเงินหรือทางธุรกิจแต่อย่างใด โดยเฉพาะบริษัทธารวรา จำกัด เพิ่งก่อตั้งในเดือนมีนาคม 2533 ยังไม่ได้ดำเนินกิจการอันใด แต่มาขอกู้เงินโจทก์และได้รับอนุมัติในเวลาอันรวดเร็วในเดือนพฤษภาคม 2533 ได้วงเงินสูงถึง 6,000,000 บาท เกินกว่ามูลค่าของทรัพย์พิพาทที่นำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ โดยโจทก์ไม่เคยส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจดูทรัพย์พิพาท แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดเจนมาสนับสนุน

ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติได้ดังที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้มิได้กระทำการโดยสุจริต ด้วยเหตุนี้เอง การที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ผู้รับจำนอง ย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ประเด็นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยต่อไปได้จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่า 5 ปี

เพราะโจทก์เรียกดอกเบี้ยมาในคดีนี้นับถึงวันฟ้องก็เป็นเวลา 5 ปี แล้ว นับจากวันฟ้องไปก็เป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 บัญญัติเรื่องการคิดดอกเบี้ยไว้ว่า ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าผู้รับจำนองสามารถบังคับจำนองได้ไม่ว่าหนี้ที่ประกันจะขาดอายุความแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ห้ามมิให้บังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 3,632,200.87 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี จากต้นเงิน 3,182,200.87 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี จากต้นเงิน 450,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ย่อมเป็นการบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ซึ่งไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 3,632,200.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี จากต้นเงิน 3,182,200.87 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี จากต้นเงิน 450,000 บาท ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2553 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
วิชิต ลีธรรมชโย · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ · ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
Lower court
ศาลแพ่ง - นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ - นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
Supreme Court black case no.
พ.1959/2560
Trial court black case no.
มย546/2558
Trial court red case no.
มย.308/2559
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2968/2522

ลูกหนี้ (จำเลย) ได้มอบอำนาจให้เจ้าหนี้นำที่ดิน 6 โฉนดไปทำสัญญาจำนองประกันหนี้ที่ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีไว้กับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้นำที่ดินทั้ง 6 โฉนดไปทำจำนองในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ โดยได…

Supreme Court Judgment No. 10774/2558

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าหนี้มีประกันโดยมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้จำนองเป็นประกัน และมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า ในกรณีบังคับจำนองเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เ…

Supreme Court Judgment No. 12941/2557

แม้การบังคับคดีนั้นได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดก็ตาม แต่เนื่องจากผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเล…

Supreme Court Judgment No. 9592/2556

เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายภายหลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ตามคำขอให้บังคับคดีของโจทก์ในคดีนี้ และศาลช…

Supreme Court Judgment No. 2081/2567

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพื่อการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้อันได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่ม ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 วรรคสอง จากเงินที่ผู้คัดค…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up