คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายซึ่งเป็นสามีจำเลยกับพวกยื่นคำร้องคัดค้านว่า โจทก์กับเจ้ามรดกเลิกเป็นสามีภรรยากันตั้งแต่ พ.ศ. 2477 และเจ้ามรดกได้แต่งงานกับจำเลยและมีบุตรด้วยกัน คือ จำเลยอีก 5 คนนี้ เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้จำเลยและตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกคดีขาดอายุความ ผู้ร้องไม่มีสิทธิรับมรดกศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์กับเจ้ามรดกมิได้ขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน พินัยกรรมของเจ้ามรดกสมบูรณ์และตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกไว้แล้วไม่มีเหตุผลจะตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกอีกโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693บัญญัติว่าผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนในเวลาใดก็ได้นั้นหมายถึงว่าจะเพิกถอนในเวลาใดก็ได้ตามใจชอบ
การเพิกถอนจะทำอย่างไรนั้น มาตรา 1695 บัญญัติว่า อาจทำโดยการทำลายหรือขีดฆ่าเสียด้วยความตั้งใจ "ทำลาย" หมายความว่า รื้อ ทำให้ทลาย ทำให้พัง ทำให้ฉิบหาย ทำให้หมดสิ้นไป การทำลายจึงเป็นการที่ต้องทำให้เกิดผลเช่นนั้น และการเพิกถอนมิใช่ให้ทำโดยเพียงแต่แสดงเจตนาด้วยถ้อยคำ หากจะต้องมีการกระทำคือ "ทำลาย" หรือ "ขีดฆ่า" เป็นสำคัญการที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาเพิกถอนพินัยกรรมเท่านั้น ถือว่ายังมิได้มีการกระทำคือ ทำลายหรือขีดฆ่า พินัยกรรมจึงยังคงมีอยู่มิได้เพิกถอนเมื่อปรากฏว่าพินัยกรรมมีข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกและไม่ปรากฏว่าข้อกำหนดนี้ไม่มีผลบังคับด้วยประการใด ๆ ถึงแม้โจทก์จะเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ก็ตามก็ไม่เป็นกรณีมีเหตุสมควรที่โจทก์จะขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกพิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์จำเลย