Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8378/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การตั้งกรรมการลูกจ้างนั้น อาจตั้งจากลูกจ้างของสถานประกอบกิจการนั้นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานก็ได้ ในกรณีที่ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการนั้นเกินหนึ่งในห้าของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน และในกรณีที่ลูกจ้างในสถานประกอบการกิจการนั้นเกินกึ่งหนึ่งของลูกจ้างทั้งหมดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน สหภาพแรงงานอาจแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างทั้งคณะก็ได้ ซึ่งการแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างทั้งคณะก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องตั้งกรรมการลูกจ้างจากลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานนั้นทั้งคณะ ซึ่งอาจตั้งจากลูกจ้างที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกเป็นคณะกรรมการลูกจ้างก็ได้ จำเลยมีลูกจ้างที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกเป็นคณะกรรมการลูกจ้างก็ได้ จำเลยมีลูกจ้างรวมประมาณ 1,300 คน และมีลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน พ. ทั้งหมด 811 คน เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างของจำเลย จึงสามารถตั้งกรรมการลูกจ้างได้ทั้งคณะ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยแม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน พ. ก็ตาม สหภาพแรงงาน พ. ก็สามารถตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างในสถานประกอบกิจการของจำเลยได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ตามข้อบังคับสหภาพแรงงาน พ. กำหนดว่าการประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงาน พ. จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ซึ่งหมายถึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่จดทะเบียนไว้ สหภาพแรงงาน พ. มีคณะกรรมการที่จดทะเบียนไว้จำนวน 11 คน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงาน พ. เพื่อแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างมีกรรมการสหภาพแรงงาน พ. เข้าร่วมประชุม 5 คน จึงไม่ครบองค์ประชุม โจทก์จึงเป็นกรรมการลูกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา 52 การเลิกจ้างโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างรวม 27,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างค้างชำระจากเงินต้น 19,150 บาท ทุกระยะ 7 วัน และให้จำเลยชำระค่าจ้างทุกรอบระยะเวลาค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือนพร้อมทั้งค่าน้ำมันเดือนละ 4,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าโจทก์จะเกษียณอายุ 60 ปี

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่กรรมการลูกจ้างของจำเลย การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนหลังจากที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว การที่โจทก์จะได้รับเงินเดือนต่อไปเพียงใดขึ้นอยู่กับสถานะของการเป็นลูกจ้างโจทก์จะขอให้จำเลยจ่ายเงินเดือนจนถึงเกษียณอายุไม่ได้ โจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยหรือขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจ้างต่อไป โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์จนเกษียณอายุได้ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างของเดือนพฤษภาคม 2547 รวมเป็นเงิน 10,883.33 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระเงินเดือน เดือนละ 38,300 บาท กับเงินค่าน้ำมันรถเดือนละ 4,500 บาท นับจากเดือนมิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะพ้นจากสถานะการเป็นลูกจ้างของจำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินเดือน และเงินค่าน้ำมันรถนับแต่วันผิดนัดที่ถึงกำหนดการจ่ายแต่ละเดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2544 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาและทนายความ ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับผู้บังคับบัญชา ได้รับค่าจ้างเดือนละ 38,300 บาท จ่ายทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน และค่าน้ำมันรถเดือนละ 4,500 บาท จ่ายทุกวันสิ้นเดือน จำเลยมีสหภาพแรงงานอยู่ 2 สหภาพ คือสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งมีสมาชิกเป็นลูกจ้างระดับผู้บังคับบัญชา และสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งมีสมาชิกเป็นลูกจ้างระดับปฏิบัติการ ขณะเกิดเหตุมีข้อบังคับที่จดทะเบียนแล้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2545 สหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้ขอจดทะเบียนกรรมการจำนวน 11 คน

โจทก์เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2546 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2545 สหภาพแรงงานทั้งสองสหภาพได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 จำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์ โดยไม่ได้ร้องขออนุญาตจากศาลแรงงาน ซึ่งโจทก์ได้รับทราบและมีผลในวันนั้น และจำเลยได้จ่ายเงินเดือนให้โจทก์จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคาร และได้เตรียมสั่งจ่ายเช็คเป็นค่าชดเชยให้โจทก์เท่ากับเงินเดือน 4 เดือน แต่โจทก์ไม่ยอมรับเช็คค่าชดเชยดังกล่าว ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 โจทก์ได้เข้าไปทำการส่งมอบแฟ้มงานให้จำเลย ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้ทำหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่า

โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก่อนที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่มีสหภาพแรงงานใดแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการลูกจ้างและหลังจากได้รับแจ้งจากโจทก์ว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างนั้น นางศิริพรผู้จัดการแผนกการเงินของจำเลย ได้ไปตรวจสอบที่สำนักแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ทราบจากนางรัชนีเจ้าหน้าที่ฝ่ายจดทะเบียนว่า ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 ได้ตรวจสอบจากเอกสารที่มีอยู่ไม่มีชื่อโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง นางรัชนีได้ส่งโทรสารเอกสารนั้นไปให้นางศิริพรและในวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 นั้น ประธานสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักแรงงานสัมพันธ์ว่าสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้แต่งตั้งให้โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างแทนนายโกศลที่ขอลาออก ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสหภาพดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 หนังสือดังกล่าวสำนักแรงงานสัมพันธ์ได้รับเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 สำนักแรงงานสัมพันธ์ได้มีหนังสือลงวันที่ 7 มิถุนายน 2547 แจ้งตอบรับหนังสือดังกล่าวไปให้ประธานสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ทราบ และแจ้งเรื่องแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างดังกล่าวไปให้จำเลยทราบ

จำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ 15 มิถุนายน 2547 แจ้งไปยังสำนักแรงงานสัมพันธ์ว่าโจทก์ไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการลูกจ้าง ปฏิเสธการเป็นกรรมการลูกจ้างของโจทก์ และศาลแรงงานกลางยังฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 คณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้มีการประชุมแต่งตั้งให้โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจริง ซึ่งตรงกับที่ประธานสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์แจ้งให้สำนักแรงงานสัมพันธ์ทราบ แล้ววินิจฉัยว่าที่จำเลยให้การและนำสืบว่า โจทก์เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไม่มีสิทธิจะได้รับการแต่งตั้งจากสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ให้เป็นกรรมการลูกจ้างและสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไม่มีสิทธิจะแต่งตั้งสมาชิกสหภาพแรงงานอื่นเป็นกรรมการลูกจ้างนั้น

เห็นว่า การแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามการตั้งกรรมการลูกจ้างตามที่จำเลยให้การและนำสืบ จากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 45 ก็มิได้มีความหมายเช่นนั้น แต่จากบทบัญญัติดังกล่าวกลับแสดงให้เห็นว่าการตั้งกรรมการลูกจ้างนั้น อาจตั้งจากลูกจ้างของสถานประกอบกิจการนั้นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานก็ได้ ในกรณีที่ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการนั้นเกินหนึ่งในห้าของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน และในกรณีที่ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการนั้นเกินกึ่งหนี่งของลูกจ้างทั้งหมดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน สหภาพแรงงานอาจแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างทั้งคณะก็ได้ ซึ่งการแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างทั้งคณะก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตั้งกรรมการลูกจ้างจากลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานนั้นทั้งคณะ ซึ่งอาจตั้งจากลูกจ้างที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกเป็นคณะกรรมการลูกจ้างก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์จำเลยตรงกันว่า

จำเลยมีลูกจ้างรวมประมาณ 1,300 คน และจากการนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า สหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสมีลูกจ้างที่เป็นสมาชิกทั้งหมด 811 คน เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างของจำเลย จึงสามารถตั้งกรรมการลูกจ้างได้ทั้งคณะ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยแม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก็ตาม สหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์สามารถตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างในสถานประกอบกิจการของจำเลยได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใด นอกจากนี้ศาลแรงงานกลางยังฟังข้อเท็จจริงว่าในวันประชุมตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างมีกรรมการมาประชุมเกินกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงครบองค์ประชุมตามข้อบังคับข้อ 41 เป็นการประชุมโดยชอบ

โจทก์จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์แล้วตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2547 การที่นายจ้างจะเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้ร้องขออนุญาตจากศาลแรงงานก่อน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่สหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไม่ได้แจ้งเรื่องการตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างให้จำเลยทราบทันทีตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำไว้ต่อกัน ก็หาทำให้จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องร้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานไม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.2 และข้อ 2.4 ที่ว่า

สหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์มีกรรมการ 11 คน เมื่อการประชุมกรรมการสหภาพดังกล่าวเพื่อแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง มีกรรมการเข้าประชุมเพียง 5 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามข้อบังคับข้อ 41 การประชุมดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประชุมตามข้อบังคับข้อ 24 และข้อ 41 การประชุมแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางนั้น เห็นว่า ตามข้อบังคับสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ข้อ 41 กำหนดว่า การประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ซึ่งหมายถึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่จดทะเบียนไว้

สหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์มีคณะกรรมการตามที่จดทะเบียนไว้จำนวน 11 คน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เพื่อแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างมีกรรมการสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เข้าร่วมประชุม 5 คน จึงไม่ครบองค์ประชุม โจทก์จึงเป็นกรรมการลูกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 การเลิกจ้างโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

Matter details

Panel of judges
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ · พิชิต คำแฝง · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2563 (ref. 666484)

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 กับพวกนัดหยุดงานโดยชอบตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34 แต่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 กับพวกเข้าไปใช้พื้นที่ดังกล่าวในการนัดหยุดงานนั้น ย่อมมี…

Supreme Court Judgment No. 4004/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหาย…

Supreme Court Judgment No. 3872/2561

ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างต้องคำนึงว่ากรณีมีเหตุผลสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างนั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ ผู้คัดค…

Supreme Court Judgment, B.E. 2561 (ref. 624560)

โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจ้างกับจำเลยโดยมีระยะเวลาการทำงาน 10 เดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองและเรียกให้โจทก์ทั้งสองมาทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ สัญญาจ้างแ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2560 (ref. 617216)

บทบัญญัติเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการลูกจ้างมีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 47 คือดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี มาตรา 48 บัญญัติว่า นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการลูกจ้างพ้นจากตำแห…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up