Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8322/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

หนังสือมอบอำนาจทำขึ้นในต่างประเทศมีการรับรองโดยเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์กับเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่งว่ามีการจัดทำเอกสารอย่างแท้จริง กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย สัญญาซื้อขายพิพาทระบุเงื่อนไขชำระราคาใน 365 วันจากวันที่มีการส่งของ และตามใบตราส่ง โจทก์ส่งของให้แก่ผู้ขนส่งวันที่ 18ธันวาคม 2540 ซึ่งตรงกับวันที่โจทก์ออกใบกำกับสินค้าพร้อมแจ้งหนี้ดังนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยของหนี้เงินค่าสินค้าในระหว่างผิดนัดได้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม2541 เป็นต้นไป มิใช่คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 224 ป.รัษฎากร Section 118

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน3,680,197.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน3,221,473.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 82,475 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้เป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง)

ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณแต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินอัตรา 39.06 บาท ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว และสำนักงานจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่เลขที่ 31/7 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ดังนี้ปัญหาข้อแรก โจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ โจทก์มีนายธเนศ ทวิภมรกุลวงศ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบข้อความที่พิมพ์จากระบบทะเบียนการค้าประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ เอกสารหมาย จ.1 ยืนยันว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลและนายทิโม อิโซจาร์วิ แต่ลำพังเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มิได้เป็นนิติบุคคล และนายทิโม อิโซจาร์วิ ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เห็นว่า นายธเนศเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ย่อมต้องรู้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ทั้งข้อความที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.1ก็มีข้อความยืนยันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและมีนายทิโมอิโซจาร์วิ

ได้รับการแต่งตั้งให้ลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ได้ ส่วนจำเลยที่ 2เป็นบุคคลภายนอก ย่อมทราบสถานะโจทก์สู้นายธเนศไม่ได้ ทั้งคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็ขัดกับข้อความในเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งแม้จะเป็นคำแปลจากภาษาฟินแลนด์ แต่ก็เป็นคำแปลที่เป็นต้นฉบับ มีลายมือชื่อและตราประทับของผู้แปลรับรองว่าแปลจากภาษาฟินแลนด์ถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่ของประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์รับรองความสามารถของผู้แปล และมีเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองเจ้าหน้าที่ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์อีกต่อหนึ่งคำแปลดังกล่าวหาใช่สำเนาเอกสารดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ และการนำสืบว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ก็ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้ต้องนำสืบด้วยเอกสารที่ออกโดยทางราชการเท่านั้น

โจทก์จึงสามารถนำสืบด้วยพยานบุคคลประกอบคำแปลตามเอกสารหมาย จ.1 ได้ และพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 อุทธรณ์จำเลยที่ 1ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาข้อที่สอง โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ โจทก์มีนายธเนศ ทวิภมรกุลวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายธเนศฟ้องคดีแทน เห็นว่า เมื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายทิโม อิโซจาร์วิมีอำนาจลงลายมือชื่อโดยลำพังผูกพันโจทก์และตามเอกสารหมาย จ.2ก็ระบุข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายธเนศฟ้องคดีแทนโดยมีนายทิโม อิโซจาร์วิ ลงลายมือชื่อ มีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกรับรองลายมือชื่อของนายทิโม

อิโซจาร์วิ และมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์รับรองลายมือชื่อและตราของโนตารีปับลิก กับมีเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์อีกต่อหนึ่ง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่สมบูรณ์นั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ซึ่งในปัญหาข้อนี้เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ทำขึ้นในต่างประเทศมีการรับรองโดยเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ

ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์กับเจ้าหน้าที่กงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่งว่ามีการจัดทำเอกสารดังกล่าวอย่างแท้จริง กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาข้อที่สาม จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์หรือไม่ ในราคาเท่าใดโจทก์มีนายธเนศ ทวิภมรกุลวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ภาพถ่ายบ้านตัวอย่างหมาย จ.5ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.6 ใบกำกับสินค้า (invoice) ซึ่งใช้ในการส่งของพร้อมเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.7 ว่า จำเลยที่ 1 สั่งซื้อบ้านสำเร็จรูปจากโจทก์ โดยตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย

จ.4 ระบุว่าผู้ซื้อคือมวกเหล็กวาลเลย์ แอนด์ คันทรี คลับ ซึ่งมีที่อยู่ที่เดียวกับสำนักงานจำเลยที่ 1 และระบุชื่อผู้ลงลายมือชื่อในนามผู้ซื้อคือจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการ ส่วนใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.7 ก็ระบุผู้รับตราส่งคือมวกเหล็ก วาลเลย์ แอนด์คันทรีคลับ มีที่อยู่ตรงกับสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าว ข้างต้นและตามเอกสารหมาย จ.6 (32 แผ่น) ประกอบด้วยใบตราส่งซึ่งระบุให้ส่งสินค้าไปที่กรุงเทพมหานคร โดยระบุชื่อและที่อยู่ของมวกเหล็ก วาลเลย์แอนด์ คันทรี คลับ ดังกล่าวเช่นกัน เห็นว่า คำเบิกความของนายธเนศสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4, จ.6 และ จ.7ซึ่งใบตราส่งในเอกสารหมาย จ.6 เป็นเอกสารที่จัดทำโดยบริษัทเรือที่รับขนส่งสินค้า ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด

พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักที่แสดงถึงข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ขายบ้านสำเร็จรูปและจัดการให้ผู้ขนส่งดำเนินการขนส่งสินค้าไปให้แก่ผู้ซื้อที่สำนักงานของจำเลยที่ 1ซึ่งมีที่อยู่ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ยุติในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ทั้งจำเลยที่ 2ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่า ได้เคยติดต่อซื้อขายบ้านสำเร็จรูปตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.5 จากโจทก์มา 3 ถึง 4 ปี แล้วและนำบ้านสำเร็จรูปที่ซื้อจากโจทก์ไปปลูกในที่ดินโครงการมวกเหล็กวาลเลย์ แอนด์ คันทรี คลับ ทั้งขายให้ผู้ซื้อบ้านหมดแล้ว ประกอบกับสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุว่าผู้ซื้อคือมวกเหล็ก วาลเลย์ แอนด์ คันทรีคลับ จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า

จำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์ในนามของมวกเหล็กวาลเลย์ แอนด์ คันทรี คลับ นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนายสุวิทธิ์ เกิดน้อยทนายโจทก์เบิกความว่า เมื่อได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ทวงถามค่าสินค้าจากจำเลยที่ 1 ก็ได้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 และได้รับคำตอบจากจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 ว่า กำลังรอเงินกู้จากธนาคารอยู่ซึ่งสอดคล้องกับข้อความตามหนังสือของนายวิฑูรถึงโจทก์ตามเอกสารแผ่นสุดท้ายในชุดเอกสารหมาย จ.6 ที่แจ้งว่ามารดานายวิฑูรกำลังติดต่อหาเงินกู้อยู่โดยจำเลยที่ 2 ก็เบิกความว่านายวิฑูรเป็นบุตรของตน และความข้อนี้จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นคดีจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่ยังค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์

เมื่อการซื้อขายบ้านสำเร็จรูประหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งซื้อขายอย่างสังหาริมทรัพย์โดยมีเอกสารเป็นหนังสือตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ทั้งโจทก์ได้ส่งมอบบ้านสำเร็จรูปให้จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาได้ และการลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายในนามของโจทก์ก็ไม่จำต้องให้กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อเท่านั้น โจทก์มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงลายมือชื่อแทนได้ในฐานะตัวแทนโจทก์ไม่ใช่ในฐานะผู้แทนโจทก์ อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าซื้อบ้านสำเร็จรูปต่อโจทก์ด้วยเงินสกุลใด เห็นว่าตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญานี้ระบุราคาสินค้าเป็นเงิน 444,000มาร์กฟินแลนด์ (FIM) โดยแบ่งชำระ 2 งวด

ไม่ได้ระบุเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ฉะนั้น คดีจึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าสินค้าให้โจทก์เป็นเงินสกุลมาร์กฟินแลนด์ แต่จำนวนเงินมาร์กฟินแลนด์นี้ต้องเป็นจำนวนที่มีค่าเท่ากับเงินบาทไม่เกิน 3,221,473.50 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องซึ่งโจทก์คำนวณเป็นเงินบาทจากเงินดอลลาร์สหรัฐโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนอัตราขายตามเอกสารหมาย จ.8 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ฟังขึ้นอนึ่ง ปรากฏว่า ตามคำฟ้องมีสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 อันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุเงื่อนไขการชำระราคาใน 365 วัน จากวันที่มีการส่งของ (Shipment date)และตามใบตราส่งในเอกสารหมาย จ.6 โจทก์ส่งของให้แก่ผู้ขนส่งวันที่ 18 ธันวาคม 2540 ซึ่งตรงกับวันที่โจทก์ออกใบกำกับสินค้าพร้อมแจ้งหนี้เอกสารหมาย

จ.7 ดังนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยของหนี้เงินค่าสินค้าดังกล่าวในระหว่างผิดนัดได้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป มิใช่คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากนี้ยังปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีแต่คำวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2ไม่ต้องรับผิด แต่ไม่ได้พิพากษาถึงจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ถูกต้อง สมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงินสกุลมาร์กฟินแลนด์เป็นจำนวนซึ่งคำนวณได้เท่ากับเงินบาท 3,221,473.50บาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายเงินมาร์กฟินแลนด์ในเอกสารหมาย จ.8 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม2541 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ โดยหากจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินมาร์กฟินแลนด์เป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่ขายเงินมาร์กฟินแลนด์ให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือ เอาอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันใช้เงินจริงและในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ แต่ทั้งนี้เมื่อคำนวณเป็นเงินบาทแล้วจำนวนต้นเงินต้องไม่เกิน3,221,473.50 บาท และจำนวนดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน458,724.42 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

Matter details

Panel of judges
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ · เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · ประชา ประสงค์จรรยา
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 913/2548

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 5 ให้การต่อสู้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์จริง เมื่อหนังสือสัญญาค…

Supreme Court Judgment No. 1916/2544

หนังสือมอบอำนาจทำในต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของหนังสือมอบอำนาจต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ทำหนังสือมอบอำนาจนั้น ไม่อยู่บังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร การบังคับให้มีสำเนาเอกสารหรือคำแปลเอกส…

Supreme Court Judgment No. 9223/2544

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีข้อ 2 กำหนดให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่สิ้นสุดของเดือน หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยก็มีข้อกำหนดไว้เป็นการเฉพาะในข้อ 3 ให้โจทก์มีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเ…

Supreme Court Judgment No. 5416/2540

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การข้อ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ และไม่เคยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยคนใดที่มีภาระจำต้องชำระหนี้แก่โจทก…

Supreme Court Judgment No. 1178/2519

แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 จะให้ความหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" ว่า "การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อหรือ ลงชื่อ ห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระด…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up