คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีนป ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคแรก จำคุก 40 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี ของกลางริบจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุก 30 ปี รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปีโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาในชั้นฎีกาคงมีเพียงว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ต่ำไปหรือไม่ เห็นว่าในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยในคดีอาญานั้น จะต้องคำนึงถึงอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายด้วย
โทษฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522มาตรา 66 ได้กำหนดไว้ต่างกัน ทั้งนี้โดยถือเอาปริมาณยาเสพติดที่มีไว้ในความครอบครองเป็นเกณฑ์ กล่าวคือ ถ้าปริมาณไม่เกิน 100 กรัมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 8 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท แต่ถ้าปริมาณเกิน 100 กรัม ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต จำเลยมียาเสพติดไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย 58,255 กรัม คือประมาณกึ่งหนึ่งของเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต หรืออีกนัยหนึ่งก็เท่ากับโทษจำคุก 52 ปีในกรณีที่มีการเปลี่ยนโทษ ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยถึง 40 ปี จึงเกือบจะเท่ากับโทษสูงสุดที่กฎหมายกำหนด นับได้ว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นค่อนข้างจะสูงเกินไป ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โดยลงโทษจำคุกจำเลย30 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เหลือโทษ15 ปี
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้วจึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไข ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน".