คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ซื้อเชื่อไม้แปรรูปชนิดต่าง ๆ ไปจากโจทก์รวมเป็น ๒๑๓,๐๐๐ บาท จำเลยผิดนัดไม่ชำระ ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงิน ๒๑๓,๐๐๐ บาทแก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ซื้อไม้ตามรายการท้ายฟ้องเพิ่มเติมและตัดฟ้องโจทก์ว่าขาดอายุความและเป็นฟ้องเคลือบคลุม
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า เรื่องอายุความนั้นหาใช่สภาพแห่งข้อหาไม่โจทก์ไม่จำเป็นต้องกล่าวมาในฟ้องว่าคดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ซื้อเชื่อไม้แปรรูปของโจทก์ไปจริงและจำเลยได้สลักหลังเช็ค ๒ ฉบับ เป็นการชำระหนี้ค่าซื้อเชื่อจริงการที่จำเลยสลักหลังให้โจทก์เพื่อชำระเงินค่าซื้อเชื่อนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำอันปราศจากเคลือบคลุมสงสัย ตระหนักเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ จำเลยสลักหลังเช็คให้โจทก์เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๐๕ แต่เช็คนั้นเป็นเช็คที่ลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๐๕ ดังนี้
หมายความว่าจำเลยได้รับสภาพหนี้ต่อโจทก์ในวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๐๕ ว่าจะชำระเงินเป็นเช็คให้ในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๐๕ นั่นเอง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสำหรับคดีนี้สิ้นสุดลงในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๐๕ คือวันที่สั่งจ่ายเงินในเช็คจึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๐๕ เพราะวันนั้นเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามเช็คได้เป็นต้นไปดังนั้น อายุความ ๒ ปี ครบในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๐๗ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดราชการ โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗ คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ
Result
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้จำเลยชำระเงิน ๒๑๓,๐๐๐ บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์