Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8192/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยมาทวงหนี้จากผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นหนี้ค่าอาหารบิดาจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและใช้อำนาจบังคับโดยพลการเอาเงินของผู้เสียหายไป แม้เงินที่เอาไปจะมีจำนวนเท่าที่ผู้เสียหายเป็นหนี้บิดาจำเลยแต่จำเลยก็ไม่มีสิทธิ์ใดๆ โดยชอบที่จะกระทำเช่นนั้นได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเอาเงินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เมื่อพิจารณาถึงผลการตรวจชันสูตรบาดแผลแล้ว ถือว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 แต่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ก็ตาม แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 โดยการทำร้ายร่างกาย ย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 310, 339 ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 550 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310 วรรคแรก, 339 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 5 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 1 ปี ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน จำเลยให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 440 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็น ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลย จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายและฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือไม่ พยานโจทก์มีผู้เสียหายเบิกความ วันเกิดเหตุจำเลยถือไม้ยาวประมาณ 1 วา มาทวงหนี้ผู้เสียหายที่เป็นหนี้ค่าอาหารที่กินกับบิดาจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยเอาไม้ตีหัวจ่ายน้ำมันจนไม้หักแล้วหันมาพูดกับผู้เสียหายให้ใช้หนี้ที่กินอาหารกับบิดา ผู้เสียหายไม่ยอมให้อีก จำเลยเข้าจับคอเสื้อผู้เสียหายดึงขึ้นมาแล้วตบหน้าหลายครั้ง กระชากผู้เสียหายไปทางหน้าสำนักงานตบหน้าอีกหลายครั้ง แล้วลากผู้เสียหายไปในห้องน้ำตบหน้าอีกหลายครั้งพูดขู่เอาเงินและขังผู้เสียหายไว้ในห้องน้ำ ต่อมาจำเลยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วมาที่ห้องน้ำอีก

เอามีดปลอกผลไม้จี้คอผู้เสียหาย พูดขู่ทวงหนี้ค่าอาหารอีก แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยล้วงในกระเป๋ากางเกงเอาเงิน 550 บาท และพูดว่าเงินนี้เป็นเงินใช้หนี้ที่กินอาหารกับบิดาจำเลย แล้วจำเลยตบหน้าผู้เสียหายและขังผู้เสียหายไว้ในห้องน้ำ เห็นว่า ผู้เสียหายได้เบิกความยืนยันถึงการที่ถูกจำเลยใช้กำลังทำร้ายแล้วล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป ซึ่งจำเลยก็ให้การในชั้นเข้ามอบตัวและชั้นสอบสวนยอมรับว่าจำเลยได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และได้เงินจำนวน 440 บาท จากผู้เสียหายไป ตามบันทึกการมอบตัวผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาโดยมีพันตำรวจโทพศุตม์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความยืนยันคำให้การของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้เสียหายได้เบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนที่ได้ความจากผู้เสียหาย จำเลยมาทวงหนี้จากผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นหนี้ค่าอาหารบิดาจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ ดังนั้นแม้กรณีน่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยต้องการเงินคืนให้บิดาจำเลย เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและใช้อำนาจบังคับโดยพลการเอาเงินของผู้เสียหายไปในขณะนั้นเท่านั้น แต่จำเลยก็ไม่มีสิทธิใด ๆ โดยชอบที่จะกระทำเช่นนั้นได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเอาเงินสดของผู้เสียหายซึ่งศาลล่างทั้งสองฟังว่าเป็นเงินจำนวน 440 บาท ไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตอยากได้ทรัพย์ของผู้เสียหายและจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากเกิดเหตุไม่พบอาวุธมีดปลายแหลมที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง

จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์นั้นไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ได้ความจากผู้เสียหาย จำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่บริเวณลานปั๊มน้ำมัน โดยตบหน้าหลายครั้งและในห้องน้ำอีกหลายครั้ง เมื่อได้พิจารณาถึงผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์แล้วปรากฏว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลที่มุมปากด้านในขนาดครึ่งเซนติเมตร และแผลที่คอเป็นรอยแดงยาวประมาณ 2 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่า สามารถรักษาให้หายได้ภายใน 7 วัน ถือได้ว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ก็ตาม แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 โดยการทำร้ายร่างกาย

ย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 ด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และกำหนดโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นของจำเลยอีก

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานชิงทรัพย์จำคุก 5 ปี รวมเป็นจำคุก 5 ปี 1 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
วิกร อังคณาวิศัลย์ · ณรงค์พล ทองจีน · วิวรรต นิ่มละมัย
Lower court
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายพรพิชิต จันปุ่ม
ศาลอุทธรณ์ - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
Supreme Court black case no.
อ.1193/2548
Trial court black case no.
อ1008/2542
Trial court red case no.
อ7859/2544
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2554 (ref. 510259)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 296 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตราย…

Supreme Court Judgment No. 13485/2553

ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์แม้จะระบุข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้วบังคับให้บอกที่ซ่อนทรัพย์และเมื่อได้ทรัพย์จำนวนน้อยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอีก เป็นเพียงการกล่าวอ้างข…

Supreme Court Judgment No. 4934/2545

คดีฟังข้อเท็จจริงได้เพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐา…

Supreme Court Judgment No. 7665/2544

ผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกและฟกช้ำที่คอด้านขวาขนาด 1 x 2 เซนติเมตร และมีบาดแผลถลอกฟกช้ำที่โหนกแก้มซ้ายขนาด 1 x 1 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่าเกิดจากถูกของแข็งไม่มีคมกระแทกโดยแรง ใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน จ…

Supreme Court Judgment No. 1291/2544

ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเพียงเป็นบาดแผลฟกช้ำบริเวณหน้าผากด้านขวาและคอด้านข้างแถบขวาชัดเจน ใช้เวลารักษาประมาณ 3 วันหาย จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่เพียงขับร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up