คำฟ้องและคำให้การ
เนื้อเรื่องแห่งคดีมีอยู่ว่า นายคำผาโจทก์ได้ฟ้องนายน้อยกับพวกต่อศาลหาว่าบุกรุก เข้ามาทำบ่อเกลือในที่พิพาทซึ่งเป็นของนายคำผา ศาลพิพากษาให้นายคำผาชนะคดี ขับไล่นายน้อยกับพวก ต่อมามีคนอื่นบุกรุกเข้ามาอีก นายคำผาฟ้องศาล จนชนะคดีอีก ต่อมามีราษฎรมาร้องต่อนายอำเภอว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณะประโยชน์นายคำผาเข้าครอบครองเป็นเจ้าของเสียคนเดียว นายอำเภอจึงให้นายเสมาปลัดอำเภอ นายอาทิตย์เสมียนไปทำการสอบ คนทั้งสองจึงให้ผู้ใหญ่บ้านและราษฎรช่วยกันปักหลักเขตห้ามมิให้นายคำผากับพวกเข้าทำประโยชน์ในที่พิพาท นายคำผาฟ้องขอให้ลงโทษนายเสมากับพวกฐานบุกรุกตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๓๒๗, ๓๒๘. อัยการจังหวัดหนองคายจึงเป็นโจทก์ฟ้องนายคำผากับพวกหาว่าฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ และบุกรุกที่พิพาท
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาคดี ๒ สำนวนนี้รวมกัน แล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑, ๓, ๔, ๖, ๗, ๘ ในคดีนายคำผาเป็นโจทก์นั้น ได้กระทำผิดจริง ตามมาตรา ๓๒๗, ๓๒๘ จำเลยนอกจากนี้และคดีอัยการเป็นโจทก์ ให้ยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน อัยการฎีกาในข้อกฎหมาย นายคำผาฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามศาลชั้นต้น ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้ว ฎีกาของอัยการที่ว่า โจทก์ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงในฟ้องอุทธรณ์ เพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยกล่าวย่อ ๆ ว่าสืบไม่สม โจทก์จึงกล่าวคัดค้านในอุทธรณ์ขึ้นมาอย่างลอย ๆ บ้างนั้น หาเป็นเหตุจะให้โจทก์ผ่านพ้น ซึ่งข้อปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้นั้นไม่ ฎีกาข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้อผู้เสียหายร้องทุกข์แทนรัฐบาลนั้น กับปรากฏว่าโจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ซึ่งรัฐบาลห่วงห้ามไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์ และโจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๓๒๗ ซึ่งกฎหมายบทนี้เป็นเรื่องบังอาจเข้าแย่งการครอบครองของผู้อื่น
มิให้เข้าได้อยู่โดยปกติสุข อันไม่ตรงกับกรณีนี้ ทั้งตามข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า จำเลยเข้าครอบครองตามคำชี้ขาดของศาล คดีไม่มีทางลงโทษจำเลยตามข้อได้ ส่วนฎีกาของนายคำผา ก.ได้ความว่า จำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายอำเภอเป็นการทำในหน้าที่ราชการ และจำเลยที่ ๑ ได้เรียกผู้ใหญ่บ้านและราษฎรมาช่วยเหลือ จึงเป็นการกระทำตามคำสั่งที่ชอบ ศาลอุทธรณ์ ไม่เอาผิด ชอบแล้ว
Result
จึงพิพากษายืน