คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้อง
จำเลยให้การรับสารภาพ ได้ความว่า จำเลยกับพวกสมคบกันเล่นการพะนันโปกำพะนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยที่เป็นเจ้าสำนักและจำเลยที่ ๑ ได้เข้าเล่นพะนันร่วมกับจำเลยอื่นและพวกที่หลบหนีไป
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีผิดตาม พ.ร.บ.การพะนันให้จำคุกจำเลยที่ ๑, ๑ เดือน ๑๕ วัน จำเลยอื่นคนละ ๑ เดือน แต่ให้รอการลงอาญาจำเลยอื่นนอกจากจำเลยที่ ๑ เมื่อศาลไม่ได้พิพากษาปรับจำเลย จึงไม่สั่งให้สินบลนำจับ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน, โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของสำนักต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ศาลจะลงโทษจำคุกสถานเดียวไม่ได้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ใน พ.ร.บ.การพะนันไม่มีบทมาตราใดที่บัญญัติไม่ให้ศาลใช้ดุลยพินิจที่จะวางโทษจำคุกสถานเดียว ในเมื่อ พ.ร.บ.นั้นวางกำหนดโทษผู้กระทำผิดไว้ทั้งจำคุกและปรับ เมื่อไม่มีกฎหมายห้าม ศาลก็ย่อมอาศัยกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๓ ประกอบมาตรา ๑๑ ใช้ดุลยพินิจลงโทษจำคุกจำเลยแต่สถานเดียวได้
Result
พิพากษายืน.