คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คหมายเลข บี.1.978866 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2503 ของธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด จำนวนเงิน 40,000 บาท โดยสุจริต จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย โจทก์นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคาร ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยแจ้งว่าผู้สั่งจ่ายได้อายัดเช็คไว้ ขอให้จำเลยใช้เงิน 40,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอม
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินตามฟ้อง พร้อมด้วยดอกเบี้ย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คหมายเลขบี 1. 978866 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2503 ของธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด จำนวนเงิน 40,000 บาท โดยสุจริต โดยจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายครั้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2503 โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเบิกเงินต่อธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด ทางธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยแจ้งว่าผู้สั่งจ่ายได้อายัดเช็คไว้ โจทก์จึงรับเงินไม่ได้ ต่อมาโจทก์ก็บอกกล่าวไปยังจำเลยให้นำเงิน 40,000 บาท ในฐานะผู้สั่งจ่ายมาชำระโจทก์ จำเลยได้รับคำบอกกล่าวก็เพิกเฉย โจทก์ก็มาฟ้องจำเลยให้ชำระเงินให้โจทก์ตามเช็ค พร้อมด้วยดอกเบี้ย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาไว้ ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาของโจทก์ได้ดี เพราะเช็คที่ออกให้แก่ผู้ถือนั้นผู้ใดเป็นผู้ครอบครองเช็คนั้นเบื้องต้นก็ต้องถือว่าเป็นผู้ทรงเช็คนั้นโดยชอบ ไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้เช็คจากใคร ในฐานะอย่างไร เมื่อใดแต่อย่างไร ฟ้องก็ระบุโดยชัดแจ้งแล้วว่าให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมส่วนข้อเท็จจริงศาลฎีกาฟังว่าลายเซ็นผู้สั่งจ่ายในเช็ครายพิพาทหมาย จ.2 เป็นลายมือชื่อของจำเลย และเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาท จึงถือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารไม่ได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายก็ต้องมีหน้าที่รับผิดต่อโจทก์พิพากษายืน