Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7600/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีก่อน ป. ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระราคาที่ดินที่ค้างชำระโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนกับ ป. โดยมีข้อสัญญาเอาเปรียบ ป. สัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงขอให้บังคับจำเลยชำระราคาที่ดินที่เหลือพร้อมดอกเบี้ย โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของ ป. โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิของ ป. โจทก์ในคดีก่อนถือว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อน การที่โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่า ป. และจำเลยแสดงเจตนาลวงทำสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนโดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาจึงเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุน แม้จะเป็นการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงที่ ป. ฟ้องคดีก่อน แต่ศาลก็ต้องวินิจฉัยคดีนี้อีกว่า สัญญาการซื้อขายร่วมสัญญาร่วมลงทุนระหว่าง ป. กับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทน และสัญญาขายที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และหมายเลข 5 บังคับให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่10882 และโฉนดเลขที่ 10883 แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรนายประดิษฐ์ เสริฐศรี เดิมนายประดิษฐ์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10882 และโฉนดเลขที่ 10883 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 นายประดิษฐ์กับจำเลยทำสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทน และในวันเดียวกันนายประดิษฐ์ทำสัญญาขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 นายประดิษฐ์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระราคาที่ดินทั้งสองแปลงส่วนที่ค้างชำระอีก1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การสู้คดีและฟ้องแย้งตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 441/2539 ของศาลชั้นต้น

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนายประดิษฐ์ถึงแก่ความตาย นายชวินทร์ เสริฐศรี ผู้จัดการมรดกของนายประดิษฐ์ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันที่ 29 สิงหาคม 2539 คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนายประดิษฐ์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ครั้นวันที่ 14 มกราคม2540 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า

โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 441/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนนายประดิษฐ์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระราคาที่ดินทั้งสองแปลงที่ค้างชำระอีก 1,800,000 บาท โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า นายประดิษฐ์ทำสัญญาขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยในราคา 6,300,000 บาท ในวันทำสัญญาซื้อขายจำเลยชำระเงินให้เพียง 4,500,000 บาท โดยนำเงินจำนวน 3,000,000บาท ไปไถ่ถอนจำนองที่นายประดิษฐ์เป็นหนี้ธนาคาร และสั่งจ่ายเช็คให้ 1,500,000 บาท ส่วนราคาที่ดินที่เหลืออีก 1,800,000 บาท จำเลยชักชวนให้นายประดิษฐ์ร่วมลงทุนประกอบการพัฒนาที่ดินทั้งสองแปลงนั้น จำเลยเป็นผู้ร่างสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนโดยมีข้อความเอาเปรียบนายประดิษฐ์

สัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเพราะจำเลยคิดดอกเบี้ยจากเงินจำนวน 3,000,000 บาท ที่นำไปไถ่ถอนจำนองในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี คิดดอกเบี้ยจากเงินจำนวน 1,500,000 บาท ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ราคาที่ดินที่เหลืออีก 1,800,000 บาท ซึ่งนายประดิษฐ์ต้องเบิกจากจำเลยไปพัฒนาที่ดินก็คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หากนายประดิษฐ์ ไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดจำเลยจะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน หลังจากทำสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้มีการพัฒนาที่ดิน นายประดิษฐ์ไม่ประสงค์จะร่วมประกอบการพัฒนาที่ดินกับจำเลย จึงขอให้บังคับจำเลยชำระราคาที่ดินที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ในวันทำสัญญาซื้อขายนายประดิษฐ์ได้รับเงินจากจำเลย 4,654,240 บาท

ราคาที่ดินที่ค้างชำระมีเพียง 1,654,240 บาท สัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนเป็นสัญญาซื้อขายกับสัญญาร่วมลงทุนในฉบับเดียวกัน หากเป็นโมฆะก็เฉพาะส่วนที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำเลยออกเงินพัฒนาที่ดินแล้ว 50,000บาท นายประดิษฐ์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุนและไม่มีสิทธิเรียกค่าที่ดินที่ค้างชำระ นายประดิษฐ์ยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 4,654,240 บาทและในต้นเงิน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นในคดีก่อนกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. สัญญาซื้อขายที่ดิน (ที่ถูกสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทน) เป็นโมฆะทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือไม่ 2. นายประดิษฐ์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,654,240 บาท

พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ และ 3. นายประดิษฐ์จะต้องชำระดอกเบี้ยจำนวนตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลยหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทน หามีข้อความใดขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ จึงมีผลผูกพันนายประดิษฐ์กับจำเลยไม่เป็นโมฆะจำเลยจ่ายเงินพัฒนาที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายไถปรับที่ดินให้สวยงามเพียง 50,000 บาท ยังไม่ถือเป็นการพัฒนาที่ดินให้อยู่ในสภาพที่ขายได้ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาร่วมลงทุนพัฒนาที่ดิน แต่นายประดิษฐ์มิได้บอกกล่าว โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน การที่นายประดิษฐ์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทันทีเป็นการไม่ชอบ นายประดิษฐ์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระราคาที่ดินที่เหลือ และนายประดิษฐ์ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่จำเลย

โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของนายประดิษฐ์ โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิของนายประดิษฐ์โจทก์ในคดีก่อน ถือว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อนการที่โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่านายประดิษฐ์และจำเลยแสดงเจตนาลวงทำสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนเพื่อให้จำเลยนำที่ดินไปจำนองแก่ธนาคารและนำเงินมาใช้ลงทุนในการจัดสรรที่ดิน โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาจึงเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนสัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนและสัญญาขายที่ดินโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสัญญาการซื้อขายที่ดินดังกล่าว แม้จะเป็นการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงที่นายประดิษฐ์ฟ้องคดีก่อน แต่ศาลก็ต้องวินิจฉัยคดีนี้อีกว่า

สัญญาการซื้อขายที่ดินร่วมสัญญาร่วมลงทุนพร้อมแบ่งผลตอบแทนระหว่างนายประดิษฐ์กับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 441/2539 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมศักดิ์ เนตรมัย · อัธยา ดิษยบุตร · ปรีดี รุ่งวิสัย
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1858/2567

คดีก่อนมีประเด็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบห้าได้หรือไม่ ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีก่อนก็คือที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับคดีนี้ แม้คดีน…

Supreme Court Judgment No. 883/2567

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ…

Supreme Court Judgment No. 4838/2566

ต. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ต. และผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดิ…

Supreme Court Judgment No. 3956/2566

การที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนแล้วมาฟ้องคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 คดีนี้และจำเลยในคดีก่อนจะเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน แต่จำเลยในคดีก่อนและจำเลยที่ 2 คดีนี้ ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ พ. (จ…

Supreme Court Judgment No. 2354/2566

แม้คดีก่อนโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 หลังจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับแล้ว แต่ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up