Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7411/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการกู้ยืมเงินภายในประเทศ คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ไว้ และจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งทั้งเมื่อศาลดังกล่าวดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยทั้งสามก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้ง แสดงว่ายอมรับอำนาจศาล และไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาล เมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขึ้นมา จึงถือว่าล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่ส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 Section 9 ป.วิ.พ. Section 183 ป.วิ.พ. Section 249

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ เป็นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์เรียบร้อยแล้วและจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 122 และเลขที่ 702 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2540 เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับสุดท้ายในวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1คงค้างชำระต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 232,706.85 ดอลลาร์สหรัฐ

ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 2,232,706.85 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการกู้ยืมเงินภายในประเทศ แต่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

จำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยโจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินสกุลบาทไทยประมาณ 50,000,000 บาทซึ่งเป็นยอดเงินกู้ที่แท้จริงที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากโจทก์ อีกทั้งโจทก์ให้จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ในวงเงิน 61,000,000 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินบาทภายในวงเงินดังกล่าว จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 2,232,706.85 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปีของต้นเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ครบให้ยึดทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 จำนองไว้ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระแก่โจทก์จนกว่าจะครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และวิเทศธนกิจในประเทศไทย สำหรับกิจการวิเทศธนกิจอนุญาตให้เปิดสาขาที่จังหวัดชลบุรีด้วยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ผ่านสำนักงานวิเทศธนกิจของโจทก์ สาขาจังหวัดชลบุรี โดยกำหนดเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงิน 2,000,000ดอลลาร์สหรัฐ คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ สำหรับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาประเภทผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีบวกด้วยส่วนเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีปรากฏตามหนังสือสินเชื่อธนาคารเอกสารหมาย จ.9 และจำเลยที่ 1ได้รับเงินกู้จำนวนประมาณ 50,000,000 บาท

จากโจทก์ไปแล้วในวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.12ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.13 และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดิน 2 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามสัญญาจำนอง หนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง หนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.14 ถึง จ.17เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 61,000,000 บาทด้วยจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หลายคราว และโจทก์ต่ออายุสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 หลายครั้ง แต่ละครั้งจำเลยที่ 1 จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินระบุจำนวนเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ มอบให้โจทก์ทุกครั้ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อแรกว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการกู้ยืมเงินภายในประเทศ คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ไว้ และจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งและเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จำเลยทั้งสามก็มิได้ยกเรื่องนี้ขึ้นโต้แย้งอีกเช่นกันแสดงว่าจำเลยทั้งสามยอมรับอำนาจศาลและไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลเมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขึ้นมา จึงถือว่าล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจะชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงินสกุลบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

Matter details

Panel of judges
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ · สุรพล เจียมจูไร · ประชา ประสงค์จรรยา
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4582/2557

ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้าน โดยไม่มีการขอเรียกประชุมจากจำนวนผู้ถือหุ้นครบตามข้อบังคับ ไม่มีคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นไม่ว่า…

Supreme Court Judgment, B.E. 2553 (ref. 508236)

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องโดยขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ด้ว…

Supreme Court Judgment No. 8587/2553

ตามคำให้การของจำเลยเป็นการต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมปลอมทั้งฉบับ มิใช่ปลอมแค่เพียงบางส่วน ดังนั้น คำให้การที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 120,000 บาท เป็นเพียงเหตุผลประกอบการปฏิเสธเท่านั้น ประเด็นข้อพิพาทในค…

Supreme Court Judgment No. 5597/2548

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่าไฟฟ้าที่โจทก์ชำระแทนให้แก่จำเลยไป จำเลยให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความว่า โจทก์ผู้ให้เช่าฟ้องจำเลยผู้เช่าเกี่ยวกับสัญญาเช่าเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่จำเลยได้ส่งคื…

Supreme Court Judgment No. 1692/2548

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ล. สละมรดกส่วนของตนให้แก่โจทก์เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งปันมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาตรา 1750 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ บันทึกคำให้กา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up