คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินโจทก์ จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงนำพนักงานบังคับคดียึดที่ดินสวน ๑ แปลง เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องขัดทรัพย์ว่าที่ที่ยึดไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพราะศาลได้พิพากษาให้จำเลยขายแก่ผู้ร้องแล้ว ขอให้ถอนการยึด
โจทก์ให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ผู้ร้องไม่มีบุริมสิทธิเกี่ยวกับที่พิพาท และที่ว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอขายให้แก่ผู้ร้องคดีก็ยังไม่ถึงที่สุด ไม่แน่ว่าผลของคดีจะเป็นประการใด จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีอำนาจยึดได้ ศาลชั้นต้นสอบถาม ผู้ร้องแถลงว่าศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้จำเลยโอนขายที่พิพาทให้แก่ผู้ร้อง ตามคดีแดงที่ ๓๑๒/๒๕๐๗ ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน พิพากษาว่าที่ดินยังเป็นของจำเลยอยู่ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อย ให้ยกคำร้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยขายที่พิพาทให้ผู้ร้อง ย่อมถือว่าผู้ร้องมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องก็มีสิทธิที่จะบังคับคดีได้แล้วหากศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องก็ต้องเลิกการบังคับคดีไปเอง ฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการขายทอดตลาดที่พิพาทผู้ร้องย่อมใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่พิพาท
Result
พิพากษากลับ ให้ปล่อยทรัพย์ที่พิพาท