คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 209,682 บาท ให้แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 209,682 บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นหนี้จำเลยอยู่ประมาณ 390,000 บาทและผู้เสียหายกับจำเลยได้ตกลงแลกเปลี่ยนเครื่องพิมพ์กัน โดยกำหนดส่งเครื่องพิมพ์กันในวันที่ 9 กันยายน 2539 แต่ผู้เสียหายให้เลื่อนไปส่งในวันที่ 13 กันยายน 2539 จำเลยได้ให้พนักงานของจำเลยนำเครื่องพิมพ์ไปส่งให้แก่ผู้เสียหายที่โรงพิมพ์ผู้เสียหายตามกำหนดแต่ผู้เสียหายไม่ยอมรับเครื่องพิมพ์ของจำเลย
เนื่องจากในวันเดียวกันนั้นผู้เสียหายได้ขายเครื่องพิมพ์ของผู้เสียหายที่จะแลกเปลี่ยนกับจำเลยให้แก่นายประเสริฐ ชัยธนฤทธิ์ ในราคา1,200,000 บาท แล้วต่อมาในวันเดียวกันจำเลยจึงไปที่โรงพิมพ์ของผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายและจำเลยเจรจาตกลงกันแล้วนายประเสริฐได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาภาษีเจริญ จำนวนเงิน 600,000 บาท ในนามจำเลยเป็นผู้รับเงินตามสำเนาต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย จ.4 เพื่อเป็นค่าซื้อเครื่องพิมพ์ของผู้เสียหาย โดยมอบเช็คให้แก่จำเลย ส่วนเงินที่เหลืออีก 600,000บาท ซึ่งเป็นค่าซื้อเครื่องพิมพ์นายประเสริฐจะชำระให้แก่ผู้เสียหายในวันส่งมอบเครื่องพิมพ์พร้อมเอกสารสิทธิให้แก่นายประเสริฐตามสำเนาสัญญาซื้อขายเครื่องพิมพ์เอกสารหมาย
จ.5จำเลยได้นำเช็คที่นายประเสริฐสั่งจ่ายให้ไปเรียกเก็บเงินและได้รับเงินตามเช็คแล้วคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความแต่เพียงว่านายประเสริฐได้เขียนเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 600,000 บาทแล้วส่งมอบให้แก่จำเลย ในวันซื้อขายเครื่องพิมพ์ พยานบอกจำเลยว่าเงินตามเช็คส่วนที่เหลือพยานจะขอคืนเมื่อหักหนี้เงินยืมแล้วและนายประเสริฐ ชัยธนฤทธิ์ พยานโจทก์เบิกความว่า ผู้เสียหายได้ให้พยานเขียนเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 600,000 บาท ให้แก่จำเลยโดยผู้เสียหายบอกพยานแต่เพียงว่าเป็นหนี้จำเลยเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาคงได้ความว่าในการชำระค่าซื้อเครื่องพิมพ์ของผู้เสียหาย
ผู้เสียหายเป็นผู้สั่งให้นายประเสริฐสั่งจ่ายเช็คชำระค่าซื้อเครื่องพิมพ์มอบให้จำเลยเป็นการชำระหนี้เงินที่ผู้เสียหายได้ยืมจำเลยไป การมอบเช็คให้แก่จำเลยรับไปดังกล่าวจึงเป็นชำระหนี้ยืม จำเลยผู้รับมอบเช็คจึงเป็นเจ้าของเช็คเพราะเป็นผู้ทรงเช็คในฐานะผู้รับชำระหนี้โดยชอบมิใช่ในฐานะผู้รับมอบเช็คแทนผู้เสียหายหรือผู้เสียหายเป็นเจ้าของร่วมในเช็คนั้นด้วยเมื่อจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและได้รับเงินตามเช็คแล้วเงินตามเช็คที่เรียกเก็บได้ย่อมเป็นของจำเลย ผู้เสียหายไม่มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมในเงินตามเช็คดังกล่าวและผู้เสียหายก็ไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ฝากเงินตามเช็คที่จำเลยได้รับจากการเบิก เพราะผู้เสียหายมิได้ส่งมอบเงินให้แก่จำเลย
เพียงแต่มีข้อตกลงให้จำเลยมีหน้าที่จะต้องคืนเงินส่วนที่เหลือตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้างให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อได้หักหนี้ยืมที่ผู้เสียหายเป็นหนี้จำเลยแล้วเท่านั้น แม้จำเลยไม่คืนเงินส่วนที่เหลือตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้างและนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียก็อาจเป็นเพียงเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกพิพากษายืน