Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6894/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กำหนดให้ผู้เสียหายเพียงยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่จำต้องฟ้องร้องทางแพ่งเป็นคดีใหม่กันอีก แต่คำร้องดังกล่าวคงมีประเด็นเฉพาะการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทน ส่วนข้อหาต้องอาศัยตามคำฟ้องพนักงานอัยการ อีกทั้งผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการโจทก์อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลล่าง และศาลสูงวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดอาญา ศาลสูงก็ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งไปได้ ในทำนองเดียวกับมาตรา 43 โดยไม่จำต้องให้ผู้เสียหายอุทธรณ์หรือฎีกา เนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 278, 362, 364 และ 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนาง ส. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และนาย อ. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายแก่กายและจิตใจ และค่าเสียเวลาต้องหยุดเรียนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า ผู้ร้องที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า ผู้ร้องที่ 2 จำเลยไม่ให้การคดีส่วนแพ่ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นางสาว อ. ผู้ร้องที่ 1 เป็นบุตรของนาย ส. และนาง ส. เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2536 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปีเศษ นาย อ. ผู้ร้องที่ 2 เป็นบุตรของนาย อ. และนาง ก. เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2536 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปีเศษ ขณะเกิดเหตุผู้ร้องทั้งสองพักอาศัยอยู่ที่ห้องเช่าเป็นห้องแถวเลขที่ 215/14 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยกับพวกมาที่ห้องที่เกิดเหตุ จำเลยได้ใช้มือตบที่ใบหน้าของผู้ร้องที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง จำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่า ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้ร้องทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะเกิดเหตุผู้ร้องทั้งสองเข้านอนในห้องนอนภายในห้องเช่าที่เกิดเหตุ โดยใส่กลอนประตูห้องด้านหน้าแล้ว แต่ไม่ได้ใส่กลอนประตูห้องนอน ได้ยินเสียงมีคนมาดึงประตูห้องด้านหน้า ผู้ร้องที่ 2 จึงออกจากห้องนอนเพื่อที่จะเปิดสวิตช์ไฟฟ้าที่ห้องโถง เห็นจำเลยและนาย บ.เข้ามาภายในห้องแล้ว ผู้ร้องที่ 1 จึงตะโกน จำเลยวิ่งเข้าไปในห้องนอนผลักผู้ร้องที่ 1 ลงนอนที่พื้นเอามือปิดปากและดึงเสื้อผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 ใช้เท้าถีบเพื่อให้หลุดจากจำเลย ผู้ร้องที่ 1 วิ่งออกจากห้อง จำเลยจับแขนของผู้ร้องทั้งสองไขว้ไว้ข้างหลัง

ผู้ร้องที่ 1 ดิ้นหลุดวิ่งออกไปหน้าห้องเช่า ผู้ร้องที่ 2 วิ่งไปเปิดสวิตช์ไฟฟ้าที่อยู่ข้างประตูหน้าบ้าน แล้วถูกนาย บ. จับไว้และพูดขู่ว่า "อย่าเข้าไปช่วย ถ้าเข้าไปช่วยจะยิง" ผู้ร้องที่ 2 ดิ้นหลุด ผู้ร้องทั้งสองจึงวิ่งหลบหนีไปที่บ้านของนางสาวหญิงไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนจึงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยเพื่อให้ได้รับโทษ ผู้ร้องทั้งสองเบิกความสอดคล้องกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมีเหตุมีผลควรแก่การรับฟัง ภายหลังเกิดเหตุแพทย์หญิง ก. ตรวจร่างกายผู้ร้องที่ 1 ก็พบบาดแผลฟกช้ำสีเขียวบริเวณต้นแขนขวา 2 แห่ง และ บาดแผลฟกช้ำสีเขียวบริเวณส่วนหน้าของต้นขาขวา

มีความเห็นว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดจากกระทบกับวัตถุแข็งไม่มีคม ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 ที่ผู้ร้องที่ 1 เบิกความว่า ไม่ได้ไปแจ้งความในทันที เพราะไม่รู้จักสถานที่ รุ่งขึ้นไปเรียนหนังสือและได้โทรศัพท์แจ้งมารดาของผู้ร้องที่ 1 ทราบว่ามีคนมาที่ห้องเช่าจะปล้ำและได้ย้ายไปพักที่หอพักแล้ว และผู้ร้องที่ 1 จึงเดินทางกลับบ้านที่อำเภอสิชลเล่าเรื่องให้บิดาและมารดาของผู้ร้องที่ 1 ทราบ ต่อมาบิดาและมารดาของผู้ร้องที่ 1 จึงพาผู้ร้องที่ 1 เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน นั้น ขณะเกิดเหตุผู้ร้องทั้งสองอายุ 16 ปีเศษไม่เคยมาอยู่ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชมาก่อน จึงอาจไม่ทราบว่าสถานีตำรวจอยู่ที่ไหน

จะต้องดำเนินการอย่างไร และขณะเกิดเหตุเป็นเวลาค่ำมืดแล้ว ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์จะต้องรอปรึกษาหารือบิดาและมารดาของตนก่อนเพื่อตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไร นาย ส. บิดาของผู้ร้องที่ 1 ก็เบิกความสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกบุกรุกเข้าไปในห้องเช่าที่เกิดเหตุและจำเลยผลักผู้ร้องที่ 1 ลงนอนกับพื้น จับมือและแขนของผู้ร้องที่ 1 เป็นการกระทำต่อเนื้อตัวของผู้ร้องที่ 1 ที่ไม่สมควรทางเพศโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องและยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับค่าสินไหมทดแทนนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาบาดแผลประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้วกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องที่ 1 และยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 มานั้นเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 ปี เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว เห็นว่าหนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในส่วนการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเป็นกระบวนการที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และประหยัด ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 44/1 ให้ผู้เสียหายเพียงยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ โดยไม่จำต้องฟ้องร้องทางแพ่งเป็นคดีใหม่กันอีก แต่คำร้องนี้คงมีประเด็นเฉพาะการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทน ส่วนข้อหาต้องอาศัยตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ ทั้งผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ

ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการโจทก์อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลล่าง และศาลสูงวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาอันเป็นการทำละเมิดต่อผู้เสียหาย ศาลสูงก็ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งไปได้ ในทำนองเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 43 โดยไม่จำต้องให้ผู้เสียหายอุทธรณ์หรือฎีกา เนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และประกอบมาตรา 225 และเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาบาดแผลประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้วกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 กับให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 มานั้น เหมาะสมแล้ว

Result

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี กับให้บังคับคดีส่วนแพ่งไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ปกรณ์ วงศาโรจน์ · นพพร โพธิรังสิยากร · ภาติยะ ดวงมณี
Lower court
ศาลจังหวัดปากพนัง - นายยุทธศักดิ์ เหล่าทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิชัย ช้างหัวหน้า
Supreme Court black case no.
อ.4688/2556
Trial court black case no.
อ243/2553
Trial court red case no.
อ827/2553
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 324/2568

เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็น…

Supreme Court Judgment No. 4136/2567

ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่ได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัต…

Supreme Court Judgment No. 2952/2567

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองจนเป็นที่พอใจและ…

Supreme Court Judgment No. 4687/2566

สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มา…

Supreme Court Judgment No. 1350/2563

ขณะ จ. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย จ. คบหาฉันชู้สาวกับผู้ตายจนเป็นสาเหตุให้จำเลยหึงหวงและทะเลาะกัน แล้วแยกกันอยู่กับ จ. ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันอีก วันเกิดเหตุเมื่อผู้ตายเห็นรถจำเลยจอดอยู่ จึงขับร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up