Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6854/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ที่พิพาทมีราคา 30,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะยื่นฎีกา ฎีกาจำเลยทุกข้อล้วนแล้วเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การที่จำเลยได้ชำระเงินตามเช็คที่จำเลยได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้งวดแรกตามข้อตกลงในหนังสือรับสภาพหนี้จนครบถ้วน โดยมิได้ยกเหตุแห่งการถูกหลอกลวงให้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ขึ้นมาต่อสู้ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 มิได้หลอกลวงให้จำเลยทำเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อกล่าวอ้างและการนำสืบของจำเลยที่ว่าถูกหลอกลวงให้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ จึงเป็นการกล่าวอ้างและนำสืบลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยทำหนังสือมีข้อความว่าจำเลยยอมรับว่าได้เป็นหนี้โจทก์ที่ 1 จริงและตกลงชำระหนี้ดังกล่าวเป็นงวด ๆ จนครบ หากผิดนัดให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันทีข้อตกลงดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 851 แล้ว จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 นำดอกเบี้ยจำนวนใดที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดมารวมไว้ในจำนวนหนี้ในหนังสือรับสภาพหนี้ ศาลจะฟังว่าดอกเบี้ยที่มีรวมอยู่เป็นโมฆะซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยต่อโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ที่ 1ตามหนังสือรับสภาพหนี้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกนายสุพจน์เป็นโจทก์ที่ 1 นางสาวปรียาพรเป็นโจทก์ที่ 2 และนายแพรเป็นจำเลยสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตกลงจะชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นรายปีและจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 มีนาคม 2534 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดและยอมให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยคงค้างชำระ1,300,000 บาท ซึ่งเมื่อคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2531 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 81,250 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน1,381,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน1,300,000 บาท นับแต่วันฟ้อง ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า

โจทก์ที่ 1 ได้ใช้อุบายฉ้อฉลหลอกให้จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้อง จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ที่ 1 โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้องสำนวนหลังจำเลยฟ้องว่า จำเลยกับโจทก์ที่ 1 ได้เข้าหุ้นทำไร่อ้อยส่งขายให้แก่บริษัทน้ำตาล เมื่อมีกำไรได้นำเอาผลกำไรไปซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 317โดยให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือสิทธิทางทะเบียน ต่อมาจำเลยกับโจทก์ที่ 1 ได้ตกลงเลิกการเป็นหุ้นส่วนกัน และตกลงให้ที่ดินเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียวแต่ยังไม่ได้แก้ชื่อทางทะเบียนจำเลยทราบว่าโจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองของจำเลย

ขอให้พิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 317 และเพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2แล้วให้โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยหากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหากไม่สามารถโอนที่ดินดังกล่าวได้ให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันใช้เงินแก่จำเลย 30,000 บาทโจทก์ที่ 1 ให้การว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 แต่ผู้เดียวโจทก์ที่ 1 ไม่เคยเป็นหุ้นส่วนกับจำเลย จำเลยเช่าที่พิพาทจากโจทก์ที่ 1 จำเลยไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยทราบการโอนคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 2 ได้รับโอนที่พิพาทจากโจทก์ที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย

ขอให้ยกฟ้องและบังคับจำเลยส่งมอบที่พิพาทคืนโจทก์ที่ 2 ในสภาพเรียบร้อย และห้ามมิให้จำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องต่อไปจำเลยให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สัญญาเช่าจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ที่พิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,340,602.73 บาทแก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินต้น1,300,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (14 กันยายน 2531) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้น และให้จำเลยส่งมอบที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 317 ให้แก่โจทก์ที่ 2ในสภาพเรียบร้อยและห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป คำขอนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2

Result

พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาจำเลยในสำนวนหลังปรากฏว่าที่พิพาทมีราคา 30,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะยื่นฎีกา ที่จำเลยฎีกาในสำนวนหลังทุกข้อล้วนแล้วเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยการที่จำเลยได้ชำระเงินตามเช็คที่จำเลยได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้งวดแรกตามข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จนครบถ้วน โดยมิได้ยกเหตุแห่งการถูกหลอกลวงให้ทำเอกสารหมาย จ.4 ขึ้นมาต่อสู้แล้วย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 มิได้หลอกลวงให้จำเลยทำเอกสารหมาย จ.4แต่อย่างใด ข้อกล่าวอ้างและการนำสืบของจำเลยที่ว่าถูกหลอกลวงให้ทำเอกสารหมาย จ.4 จึงเป็นการกล่าวอ้างและนำสืบลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยทำหนังสือมีข้อความว่าจำเลยยอมรับว่าได้เป็นหนี้โจทก์ที่ 1 จริงและตกลงชำระหนี้ดังกล่าวเป็นงวด ๆ จนครบ หากผิดนัดให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที ข้อตกลงดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 851 แล้ว จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 นำดอกเบี้ยจำนวนใดที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดมารวมไว้ในจำนวนหนี้ในเอกสารหมาย จ.4 แล้วจะฟังว่าดอกเบี้ยที่มีรวมอยู่ในเอกสารหมาย จ.4 เป็นโมฆะซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยต่อโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ที่ 1 ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 นั้นพิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลยในสำนวนหลัง

Matter details

Panel of judges
อธิราช มณีภาค · มงคล สระฏัน · วุฒิ คราวุฒิ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

Supreme Court Judgment No. 4205/2557

คำให้การจำเลยและจำเลยร่วมที่ว่า นอกจากจำเลยจะให้การไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จำเลยขอให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้น เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ส่วนใด ด้วยเหตุผลอย่างใด ย่อมถือไม่ได้ว่าจ…

Supreme Court Judgment No. 3231/2557

ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท…

Supreme Court Judgment No. 7334/2550

จำเลยให้การรับว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องจริง แต่ปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้รับเงินกู้ เนื่องจากจำเลยและ ท. มารดาโจทก์ ไม่มีเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันกันเป็นการต่อสู้ว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงม…

Supreme Court Judgment No. 299/2545

ปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 เมื่อใดนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ทราบถึงการตายของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2536 โจทก์ไม่ได้อุทธ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up