คำฟ้องและคำให้การ
คดีสองสำนวน ศาลสั่งรวมการพิจารณาพิพากษา
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลย ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้อง จำเลยไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับยึดที่ดินโฉนดที่ ๒๓๕๕ ของจำเลยและขอให้ศาลเรียกโฉนดดังกล่าวซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายเยี่ยมผู้ร้องมาเพื่อดำเนินการต่อไป นายเยี่ยมผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยขายที่ดินพร้อมกับมอบโฉนดดังกล่าวให้ผู้ร้องยึดถือ ขณะนี้ได้ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดโจทก์จำเลยไม่มีมูลหนี้ต่อกันสมยอมกันทำสัญญากู้เงินขึ้นจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล แพ่ง
โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดปทุมธานีโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาล การกระทำของโจทก์เลยเป็นการสมยอม เป็นการใช้กลฉ้อฉล ไม่สุจริตทำให้ผู้ร้องเสียเปรียบ ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการฉ้อฉล โจทก์คัดค้านว่าคำร้องเคลือบคลุม ผู้ร้องไม่มีอำนาจจะให้ศาลไต่ส่วนในกรณีนี้และไม่มีอำนาจที่จะให้ศาลสั่งเพิกถอนโจทก์จำเลยมิได้สมยอมกันหรือทำกลฉ้อฉลจำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนด
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเชื่อว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง สั่งยกคำร้องของผู้ร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องเคยเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ ๒๓๕๕ โดยจำเลยมอบให้ไว้เนื่องจากตกลงจะขายที่ดินแปลงนี้ให้ไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงครอบครองเอกสารซึ่งแสดงถึงกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์คือที่ดินเท่านั้นไม่ใช่ครอบครองที่ดินซึ่งจำเลยมี ความผูกพันจะต้องขายให้ผู้ร้อง จึงถือว่าผู้ร้องมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์เกี่ยวกับโฉนดที่ ๒๓๕๕ ไม่ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนด ผู้ร้องไม่มีสิทธิที่จะร้องเข้ามาในคดีนี้ ขอให้ศาลสั่งว่าหนี้ระหว่างโจทก์จำเลยเกิดขึ้นโดยการสมยอม หากผู้ร้องยังติดใจจะว่ากล่าวในประเด็นข้อนี้ ก็ให้ผู้ร้องไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาแพ่ง ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิมาร้องในคดีนี้เช่นเดียวกัน
Result
พิพากษายืน