Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 671/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่จำเลยรับอาสาว่าจะนำบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายไปตรวจสอบยอดเงินในบัญชีเงินฝากแต่กลับนำบัตรบริการเงินด่วนดังกล่าวไปเบิกถอนเงินจากตู้เอ.ที.เอ็ม.ของธนาคารเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าจำเลยหลอกลวงเอาบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายเพื่อนำไปใช้เบิกถอนเอาเงินจากตู้เอ.ที.เอ็ม.และการที่จำเลยใช้บัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายเบิกถอนเงินถือได้ว่าเงินที่จำเลยเบิกถอนจากตู้เอ.ที.เอ็ม.เป็นเงินของผู้เสียหายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์แต่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงศาลก็ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา192วรรคสาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334,335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 23,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฎิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคสอง จำคุก 3 ปี และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 23,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บัตรบริการเงินด่วนเอ.ที.เอ็ม. ของธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย จำกัดที่ออกให้แก่ผู้เสียหายรวม 2 ฉบับ ได้หายไป ต่อมาผู้เสียหายได้คืนแล้วจำเลยรับอาสาผู้เสียหายว่าจะไปตรวจสอบยอดเงินในบัญชีเงินฝากให้ เพราะเกรงว่าบัตรบริการเงินด่วนดังกล่าวอาจถูกบุคคลอื่นใช้ถอนเงินไปแล้ว

ผู้เสียหายจึงได้มอบบัตรบริการเงินด่วนทั้งสองฉบับให้จำเลยพร้อมบอกหมายเลขรหัสให้จำเลยทราบ ต่อมาจำเลยนำบัตรบริการเงินด่วนทั้งสองฉบับดังกล่าวไปใช้เบิกถอนเงินจากตู้เอ.ที.เอ็ม. ของทางธนาคารเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท และ 3,000 บาทตามลำดับ และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยรับอาสาว่าจะนำบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายไปตรวจสอบยอดเงินในบัญชีเงินฝาก แต่กลับนำบัตรบริการเงินด่วนดังกล่าวไปเบิกถอนเงินจากตู้ เอ.ที.เอ็ม. ของธนาคารไป เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าจำเลยหลอกลวงเอาบัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายเพื่อนำไปใช้เบิกถอนเอาเงินจากตู้ เอ.ที.เอ็ม. ของทางธนาคาร และการที่จำเลยใช้บัตรบริการเงินด่วนของผู้เสียหายเบิกถอนเงินจากตู้

เอ.ที.เอ็ม.ของธนาคาร โดยการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากในธนาคารของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเงินที่จำเลยเบิกถอนเงินจากตู้ เอ.ที.เอ็ม.เป็นเงินของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงเงินจำนวน 20,000 บาท และ 3,000 บาทของผู้เสียหาย ซึ่งแม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลก็ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสามพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
พรชัย สมรรถเวช · สถิตย์ ไพเราะ · สมคิด ไตรโสรัส
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up