เนื้อความคำพิพากษา
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ ที่ ๓ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ครอบครองปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้แล้วเสร็จอันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้สำนักงานที่ดิน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ถอนการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายโดยไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินและมิได้แจ้งการครอบครองซึ่งเป็นการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ชี้ตำแหน่งที่ดินในแผนที่ซึ่งอยู่ในเขตคลองถนนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ การคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง มิใช่การโต้แย้งสิทธิระหว่างเอกชนกับเอกชนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะพิจารณาดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การคัดค้านการรังวัดสอบเขตเพื่อออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดินของตนทับซ้อนแนวเขตที่ราชพัสดุแปลงพิพาท การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอันจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (ไม่มี -) - -