Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6629/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีที่แนบมาท้ายฟ้อง แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ตามแต่ก็เป็นเพียงรายละเอียดแห่งคำฟ้องเท่านั้น มิใช่สภาพแห่งข้อหาในคำฟ้องอันจะต้องแสดงไว้โดยแจ้งชัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคหนึ่ง การที่หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุว่ามอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวก โดยมิได้ระบุให้แจ้งชัดว่าเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมแต่ประการใดไม่ เพราะตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยซึ่งรับสิทธิจากเจ้าของรถผู้เอาประภันภัยฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดจำเลยที่ 2 เจ้าของรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวให้ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเลินเล่อไปชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว และที่หนังสือมอบอำนาจระบุให้ฟ้องจำเลยที่ 1กับพวก ก็ย่อมหมายถึงมอบอำนาจให้ฟ้องผู้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับจำเลยที่ 3มีข้อตกลงว่าหากผู้เอารถไปใช้โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัยแล้ว ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันนี้ไปทำละเมิดต่อรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยความยินยอมของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 47,585 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ยืมรถไปใช้เป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามเอกสารท้ายฟ้องได้ระบุตัวผู้ถูกฟ้องไว้ว่าจำเลยที่ 1กับพวก แต่ไม่ระบุว่ากับพวกนั้นเป็นใครบ้าง จำเลยที่ 2 ที่ 3จึงไม่ทราบทำให้หลงต่อสู้เป็นฟ้องเคลือบคลุมเหตุเกิดจากความประมาทของนายอุดม วิวัฒผล คนขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้แต่เพียงผู้เดียวที่ขับไปชนท้ายรถยนต์ ข้างหน้า2 คัน รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับมากำลังชะลอความเร็วและจะหยุดได้ไหลไปกระแทกรถยนต์ของฝ่ายโจทก์ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดก็เฉพาะส่วนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่เกิน 10,000 บาทเท่านั้น

โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหายส่วนหน้าของรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 47,585 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสามในเรื่องอำนาจฟ้องและเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3นอกจากนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงศาลชั้นต้นสั่งไม่รับศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงมาว่า คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นายสมชาย ชัยวงศ์ณรงค์ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องซึ่งมีข้อความระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 6 ข-6662กรุงเทพมหานคร

ไว้จากเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 5 จ-2170 กรุงเทพมหานครซึ่งได้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 มีข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัยว่า หากผู้เอารถไปใช้โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัยแล้ว ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดด้วยตามวันเวลาเกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 จ-2170กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 โดยความยินยอมของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความประมาทเลินเล่อไปชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ข-6662 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปชนรถยนต์ที่อยู่ข้างหน้าอีก 2 คัน ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันได้รับความเสียหายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ทั้งนี้โดยผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วยโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้นำรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ไปจัดการซ่อมเสียเงินค่าซ่อมและค่าลากรถเป็นเงินรวม 47,585 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากเจ้าของรถผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวไม่ได้ระบุถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อยู่ในสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับที่จะต้องร่วมรับผิดด้วย คำฟ้องของโจทก์จึงไม่แจ้งชัด ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลงข้อต่อสู้เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีที่แนบมาท้ายฟ้อง

แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงรายละเอียดแห่งคำฟ้องเท่านั้นมิใช่สภาพแห่งข้อหาในคำฟ้องอันจะต้องแสดงไว้โดยแจ้งชัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคแรก การที่หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุว่ามอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวก โดยมิได้ระบุให้แจ้งชัดว่าเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมแต่ประการใดไม่ เพราะตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยซึ่งรับสิทธิจากเจ้าของรถผู้เอาประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดจำเลยที่ 2 เจ้าของรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวให้ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเลินเล่อไปชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย

โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว และที่หนังสือมอบอำนาจระบุให้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกก็ย่อมหมายถึงมอบอำนาจให้ฟ้องผู้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดเพราะจำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประภันภัย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดแล้ว จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยจากจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับจำเลยที่ 3 มีข้อตกลงว่าหากผู้เอารถไปใช้โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัยแล้ว ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันที่ไปทำละเมิดต่อรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยความยินยอมของจำเลยที่ 2ผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัย จึงต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สังเวียน รัตนมุง · นิเวศน์ คำผอง · สมาน เวทวินิจ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 14217/2558

โจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัย เรือ พ. จากบริษัท อ. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองอู่ต่อเรือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการเรือ พ. มีหน้าที่ดูแลรักษาและซ่อมแซมเรือและเข้าร่วมซ่อมแซมเรือกับจำเ…

Supreme Court Judgment No. 8820/2558

คำบรรยายฟ้องใดจะชัดเจนหรือไม่ เพียงใด จำต้องพิจารณาเหตุแห่งข้ออ้างทั้งหลายประกอบเอกสารที่แนบไว้ท้ายคำฟ้องว่าเพียงพอให้เข้าใจสภาพแห่งข้อหาหรือไม่ ทั้งต้องไม่มีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของจำเลย คำฟ้องของโจ…

Supreme Court Judgment No. 9532/2557

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยั…

Supreme Court Judgment No. 4997/2548

คำฟ้องโจทก์บรรยายแล้วว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์บรรทุกที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก…

Supreme Court Judgment No. 7064/2547

สัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 กำหนดให้ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดต่อเมื่อเป็นวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up