Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6575/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่จำเลยได้ปลอมใบรับฝากรวม 6 ฉบับของที่ทำการไปรษณีย์ ธ. โดยเพิ่มเติมจำนวนรายการจดหมายลงทะเบียนและพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์กับปลอมใบนำส่งจดหมาย 2 ฉบับ ของบริษัทบ. ผู้เสียหายโดยแก้ไขจำนวนจดหมายลงทะเบียนและลบแก้ไขจำนวนจดหมายธรรมดาแล้วจากนั้นจำเลยได้ใช้เอกสารที่ตนเองทำปลอมขึ้นทั้งหมดไปหลอกลวงผู้เสียหาย เป็นเหตุให้จำเลยได้เงินไปจำนวน 11,218 บาท นั้น เป็นการที่จำเลยได้กระทำการทั้งหลายอย่างต่อเนื่องกัน โดยจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวคือให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเอกสารต่าง ๆที่จำเลยได้ทำปลอมขึ้นเป็นเอกสารที่แท้จริงจะได้มอบเงินจำนวน 11,218 บาท ให้แก่จำเลยเท่านั้น การกระทำของจำเลยเกี่ยวกับเอกสารทั้งสองประเภทดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารเองซึ่งต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว และเป็นความผิดฐานฉ้อโกงอีกบทหนึ่งอันเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ความผิดทั้งสองฐานนี้มีโทษเท่ากัน ศาลฎีกาให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 20 กันยายน 2539 เวลากลางวันถึงวันที่ 23 กันยายน 2539 เวลากลางวันต่อเนื่องกันจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยปลอมใบรับฝากของที่ทำการไปรษณีย์ธัญบุรี รวมจำนวน6 ฉบับ โดยเพิ่มเติมจำนวนรายการจดหมายลงทะเบียนและพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์เพื่อให้บริษัทบางกอกกล๊าส จำกัด ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าใบรับฝากรวมจำนวน 6 ฉบับ เป็นใบรับฝากฉบับที่แท้จริงซึ่งที่ทำการไปรษณีย์ธัญบุรีจัดทำขึ้นและจำเลยปลอมใบนำส่งจดหมาย 2 ฉบับ ของผู้เสียหายโดยแก้ไขจำนวนจดหมายลงทะเบียนและลบแก้ไขจำนวนจดหมายธรรมดาเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าใบนำส่งจดหมายทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวเป็นใบนำส่งจดหมายที่มีจำนวนที่ถูกต้องซึ่งผู้ฝากส่งเป็นพนักงานของผู้เสียหายได้จัดทำขึ้น

จากนั้นจำเลยได้ใช้เอกสารปลอมทั้ง 8 ฉบับดังกล่าวแสดงต่อผู้เสียหายเพื่อเบิกเงินจากผู้เสียหายเป็นจำนวน 11,218 บาท ทั้งนี้โดยการกระทำต่าง ๆ ดังกล่าวมาเป็นการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ทำการไปรษณีย์ธัญบุรีและประชาชน และโดยเจตนาทุจริต จำเลยได้หลอกลวงผู้เสียหายด้วยข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งว่า เอกสารใบรับฝากและใบนำส่งจดหมายที่จำเลยแสดงต่อผู้เสียหายนั้นมีจำนวนรายการอันเป็นรายการเท็จความจริงจำนวนรายการดังกล่าวมีไม่ถึงกับที่จำเลยนำมาแสดงเพราะการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 11,218 บาท ให้จำเลยไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 341, 91,33 ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน11,218 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก,341 สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารกับความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคสองเพียงกระทงเดียว และความผิดฐานใช้เอกสารปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวกัน ซึ่งมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม การกระทำของจำเลยเป็นความผิด2 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 12 เดือน

จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 11,218 บาท แก่ผู้เสียหายริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยได้ปลอมใบรับฝากรวม 6 ฉบับ ของที่ทำการไปรษณีย์ธัญบุรี โดยเพิ่มเติมจำนวนรายการจดหมายลงทะเบียนและพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ กับปลอมใบนำส่งจดหมาย 2 ฉบับ ของบริษัทบางกอกกล๊าส จำกัดผู้เสียหาย โดยแก้ไขจำนวนจดหมายลงทะเบียนและลบแก้ไขจำนวนจดหมายธรรมดาแล้ว จากนั้นจำเลยได้ใช้เอกสารที่ตนเองทำปลอมขึ้นทั้งหมดไปหลอกลวงผู้เสียหายเป็นเหตุให้จำเลยได้เงินไปจำนวน 11,218 บาท นั้น เป็นการที่จำเลยได้กระทำการทั้งหลายอย่างต่อเนื่องกัน โดยจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวคือให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยได้ทำปลอมขึ้นเป็นเอกสารที่แท้จริงจะได้มอบเงินจำนวน 11,218 บาท ให้แก่จำเลยเท่านั้น

การกระทำของจำเลยเกี่ยวกับเอกสารทั้งสองประเภทดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารเอง ซึ่งต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวและเป็นความผิดฐานฉ้อโกงอีกบทหนึ่ง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทโดยความผิดทั้งสองฐานนี้มีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ดังนี้ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด2 กรรม และพิพากษาลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยได้หลาบจำเห็นควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า

การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียว จำคุก 6 เดือน ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 2 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนดเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

Matter details

Panel of judges
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ · อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up