คำฟ้องและคำให้การ
กรณีนี้เป็นเรื่องชั้นบังคับคดีโดยเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัทฟูจิคาร์แมนนิวแฟคเจอริ่งแพ้คดีชำระเงินจำนวน 6,737,140.50 บาท และดอกเบี้ย กับค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความแก่โจทก์แล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์และศาลอนุญาตให้จำเลยได้รับทุเลาการบังคับคดีตามคำพิพากษาแล้ว แต่จำเลยไม่หาหลักประกันไปวางศาลตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอายัดเงินจำนวน 13,248,593.70 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างก่อสร้างโรงงานกลั่นน้ำมันที่บริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลยจะได้รับจากกระทรวงกลาโหมผู้จ้างตามสัญญาก่อสร้างโรงงานกลั่นน้ำมันที่กระทรวงกลาโหมทำไว้กับบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลย ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งหมายอายัดเงิน 13,248,593.70 บาทตามคำขอของโจทก์ส่งถึงปลัดกระทรวงกลาโหมรับเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2509 และให้กระทรวงกลาโหมชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่กองหมายภายใน 5 วันนับแต่วันจ่ายเงินนี้กระทรวงกลาโหมจึงยื่นคำร้องว่า
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2510กระทรวงกลาโหมได้ทำสัญญาจ้างเหมาบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลยสร้างโรงกลั่นน้ำมันเป็นราคาก่อสร้าง 400,940,600 บาท ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2502 ได้มีการตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาโดยตกลงให้บริษัทฟอร์เยซ์ เอ อา เตอร์ลิเอ เดอกองมังตรี อัวแซล เป็นผู้รับจ้างร่วมกับบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลยและต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 ได้ตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา โดยผู้รับจ้างโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างทั้งหมดให้แก่ธนาคารเกษตร จำกัด ซึ่งต่อมาได้ควบกิจการเข้ากับธนาคารมณฑลจำกัด ใช้ชื่อว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด เป็นผู้รับเงินแต่ผู้เดียว โดยที่ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างทั้งหมดให้แก่ธนาคารดังกล่าวไปก่อนที่ศาลมีคำสั่งอายัด
บริษัทฟูจิคาร์ฯ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเหนือเงินค่าจ้างรายนี้ กระทรวงกลาโหมไม่มีภาระที่จะจ่ายเงินจำนวนใดให้กับบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลย หากแต่มีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินค่าจ้างทั้งหมดให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้น ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดศาลชั้นต้นนัดไต่สวน และระหว่างนัด กระทรวงกลาโหมผู้ร้องคัดค้านขอให้ศาลเรียกธนาคารกรุงไทย จำกัด เข้ามาเป็นผู้ร้องคัดค้านร่วมด้วย
ศาลชั้นต้นอนุญาต ธนาคารกรุงไทย จำกัด จึงยื่นคำแถลงคัดค้านเป็นความสำคัญทำนองเดียวกันกับกระทรวงกลาโหมว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้อายัดเงินค่าก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันต่อกระทรวงกลาโหมเพราะเป็นเงินที่กระทรวงกลาโหมมีพันธะผูกพันต้องจ่ายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัดผู้ร้องคัดค้านร่วม ตามสัญญาลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 บริษัทฟูจิคาร์ฯจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมดจากกระทรวงกลาโหมแล้วเหตุที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องก็เนื่องมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด มีพันธะต้องจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งได้ออกให้แก่บริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลย ในจำนวนเงินตามงวดที่ได้รับจากกระทรวงกลาโหม ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดในการไต่สวน
ศาลชั้นต้นได้เรียกและกระทรวงกลาโหมส่งบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 มาประกอบการพิจารณาแล้ว คู่ความแถลงขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเพียงประเด็นเดียวว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2509 สิทธิเรียกร้องของจำเลยในเงินค่าก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันที่มีอยู่ต่อกระทรวงกลาโหมนั้น ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังธนาคารเกษตร จำกัด ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นธนาคารกรุงไทย จำกัด โดยสิ้นเชิงแล้ว โดยบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 หรือยัง ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด ผู้ร้องคัดค้านร่วม แถลงว่า จนบัดนี้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ยังถือว่าบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลยและบริษัทฟอร์เยซ์ฯ
ยังมีหนี้สินอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำกัด ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันให้กระทรวงกลาโหม 4 บัญชี และธนาคารกรุงไทยยังคิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดมาตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้น และยังจะคงคิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดไปจนกว่าธนาคารกรุงไทย จำกัด จะได้รับเงินจากกระทรวงกลาโหมมาเพื่อหักลดหนี้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น และยังจะต้องเอามาชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารออกให้ตามคำขอของบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลยกับบริษัทฟอร์เยซ์ฯ ด้วย หากธนาคารกรุงไทย จำกัด ไม่ได้เงินจากกระทรวงกลาโหมเลย หนี้ที่กล่าวแล้ว ถือว่าลูกหนี้ยังเป็นหนี้อยู่ ธนาคารจะเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันที่มีอยู่ชำระให้ต่อไปคู่ความทุกฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยานศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว
เห็นว่า ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 ไม่มีความใดที่แสดงว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างจากจำเลยไปยังธนาคารกรุงไทย จำกัด มีแต่คำว่า มอบให้ธนาคารแต่ผู้เดียวเป็นผู้รับเงินเกี่ยวกับค่าจ้างเหมาสร้างโรงงานกลั่นน้ำมัน จึงฟังว่า ข้อตกลงนี้เป็นเพียงให้ธนาคารเกษตร จำกัด รับเงินแทนบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำกัด เพื่อหักหนี้สินระหว่างบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลย และธนาคารเกษตร จำกัด หาใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ โจทก์จึงขออายัดได้ มีคำสั่งให้ยกคำคัดค้านกระทรวงกลาโหมผู้ร้องคัดค้านและธนาคารกรุงไทย จำกัด ผู้ร้องคัดค้านร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้รับจ้างยินยอม และมอบให้ธนาคารเกษตร จำกัด แต่ผู้เดียวเป็นผู้รับเงินเกี่ยวกับค่าจ้างเหมา และผู้ว่าจ้างตกลงจะจ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่ธนาคารเกษตร
จำกัด ข้อตกลงนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นแต่เพียงการมอบอำนาจให้รับเงินแทนเท่านั้น เพราะมีระบุว่าฝ่ายผู้รับจ้างยินยอมด้วย แสดงว่าได้ยอมโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคารเกษตร จำกัดแล้ว นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ยืนยันการค้ำประกันการชำระเงินของกระทรวงกลาโหมต่อธนาคารเกษตร จำกัด ไว้ด้วย ถ้าเป็นเพียงมอบอำนาจให้ธนาคารเกษตร จำกัด รับเงินแทน ก็ไม่จำเป็นที่กระทรวงการคลังจะต้องค้ำประกันหรือมีข้อตกลงใหม่แต่ประการใด นอกจากนี้ ธนาคารเกษตร จำกัด ยังได้เข้ามาเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งในภายหลัง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2507 เรียกว่าเป็นฝ่ายผู้รับเงิน จึงฟังได้ว่า ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังธนาคารเกษตร จำกัด ตามข้อตกลงฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 แล้ว
Result
พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้น เพิกถอนคำสั่งอายัดโจทก์ฎีกาต่อมาศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างเหมาลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 ระหว่างกระทรวงกลาโหมผู้ว่าจ้าง กับบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลย และบริษัทฟอร์เยซ์ฯ ผู้รับจ้าง มีความว่า"1. โดยที่ธนาคารเกษตร จำกัด จะต้องเป็นผู้รับภาระผูกพันทางการเงินตามสัญญาจ้างเหมาสร้างเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ ตลอดทั้งการติดตั้งและการก่อสร้างโรงงานกลั่นกรองน้ำมันขนาด 5000 บาเรลต่อวัน ระหว่างกระทรวงกลาโหมกับบริษัทฟูจิคาร์ฯ และบริษัทฟอร์เยซ์ฯกระทรวงกลาโหมผู้ว่าจ้างและบริษัทฟูจิคาร์ฯ ผู้รับจ้าง และบริษัทฟอร์เยซ์ฯผู้รับจ้างได้ตกลงกันว่าผู้รับจ้างยินยอมและมอบให้ธนาคารเกษตร จำกัดแต่ผู้เดียวเป็นผู้รับเงินเกี่ยวกับค่าจ้างเหมา ฯลฯ จากผู้ว่าจ้างรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 400,940,800 บาท ฯลฯ และผู้ว่าจ้างตกลงจะจ่ายเงินจำนวน400,940,800 บาท ให้แก่ธนาคารเกษตร จำกัด"ก่อนที่จะมีการทำสัญญาข้อตกลงฉบับนี้ บริษัทจำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2503 ถึงกระทรวงกลาโหมว่า "ในวิธีการชำระเงินเนื่องจากบริษัทได้มอบให้ธนาคารเกษตร จำกัด เป็นผู้รับเงินแทนบริษัท และธนาคารเกษตร จำกัด จะเป็นผู้จ่ายเงินค่าโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมดในนามของกระทรวงกลาโหม ฯลฯ" และกระทรวงกลาโหมได้ตอบบริษัทจำเลยเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2503 ว่า "วิธีชำระเงิน กระทรวงกลาโหมจะชำระเงิน ฯลฯ โดยผ่านธนาคารเกษตรตามที่ได้ตกลงไว้แล้ว"ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 จึงได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมมอบให้ธนาคารเกษตร จำกัดเป็นผู้รับเงินค่าจ้างทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น หลังจากทำสัญญาเพิ่มเติมดังกล่าวบริษัทฟูจิคาร์ฯ จำเลยยังได้ทำหนังสือค้ำประกันเงินกู้ที่ผู้อื่นกู้ไปจากธนาคารเกษตร จำกัด อีกหลายฉบับ ซึ่งมีข้อความว่าเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันยินยอมให้ธนาคารเกษตร จำกัด ได้รับชดใช้เงินกู้ ฯลฯ โดยคิดหักจากเงินที่ธนาคารเกษตร จำกัด จะได้รับจากกระทรวงกลาโหมตามข้อตกลงฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 ฯลฯ ได้โดยสิ้นเชิง และทนายของธนาคารผู้ร้องคัดค้านร่วมแถลงว่าจนบัดนี้ธนาคารยังถือว่าบริษัทจำเลยยังมีหนี้สินอยู่กับธนาคารตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันให้กระทรวงกลาโหม 4 บัญชี และธนาคารยังคิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดมาตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้นจนกว่าจะได้รับเงินจากกระทรวงกลาโหมมาเพื่อหักลดหนี้เบิกเงินเกินบัญชีนั้นข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2503 นั้นจึงเป็นการมอบให้ธนาคารผู้คัดค้านร่วม รับเงินจากกระทรวงกลาโหมแทนจำเลย หาใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ดังจะเห็นได้จากเจตนาของคู่กรณีตามเอกสารหมาย ข.ค. ที่จำเลยและกระทรวงกลาโหมติดต่อกันว่าการชำระเงินให้ชำระผ่านธนาคารเกษตร จำกัด ทั้งนี้ก็เพื่อที่ธนาคารจะได้เอาไปหักกับหนี้สินที่จำเลยมีอยู่ต่อธนาคารก่อน ดังที่ธนาคารผู้คัดค้านร่วมได้แถลงต่อศาล เป็นการรักษาผลประโยชน์ของธนาคารผู้คัดค้านร่วม ถ้ายังมีเงินเหลือ ธนาคารก็ต้องคืนให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยถือว่าเงินค่าจ้างที่เหลือนั้น ยังเป็นของจำเลยอยู่ จึงได้เอาไปเป็นหลักประกันทำการค้ำประกันให้แก่ผู้ที่กู้เงินจากธนาคารผู้คัดค้านร่วม ตามเอกสารดังกล่าวข้างต้นแม้จะมีข้อความว่า ผู้รับจ้างตกลงจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ธนาคารเกษตรจำกัด ก็หาทำให้การมอบให้รับเงินแทนกลายเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องขึ้นมาแต่ประการใดไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นพับ