Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 652/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์จำเลยทำยอมในศาลโดยจำเลยให้สิทธิโจทก์ที่จะตรวจตราดูการที่จำเลยดำเนินงานประจำปีฉลองรูปปั้นเซียนและจำเลยจะทำบัญชีรับจ่ายสำหรับงานดังกล่าว พร้อมหลักฐานกับเงินสุทธิมายื่นต่อศาลเพื่อให้โจทก์ตรวจดูได้ ซึ่งศาลพิพากษาตามยอม และจำเลยก็ได้ปฏิบัติตามข้อความในสัญญายอมแล้วนั้น ต่อมาโจทก์จะอ้างว่าได้ตรวจตราแล้วจำเลยบริหารงานไม่ชอบ และบัญชีก็ผิดพลาด ขอให้ศาลไต่สวนนั้น ศาลย่อมไม่ไต่สวนให้ เพราะเป็นประเด็นใหม่ มิได้ระบุหรือขยายความไว้ในสัญญายอม

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เป็นเจ้าของรูปปั้นเซียนเอียะฮง แซ่เล้า มีประชาชนเคารพสักการะบริจาคทรัพย์ทำบุญแก่รูปปั้นมากมาย โจทก์จึงตั้งกรรมการบริหารงานขึ้น โดยโจทก์เป็นหัวหน้าสูงสุด จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยนอกนั้นเป็นกรรมการและเหรัญญิก ในพ.ศ. 2502 จำเลยบริหารงานไม่สุจริต โจทก์จึงยุบเลิกคณะกรรมการและขอจดทะเบียนตั้งมูลนิธิ จำเลยคัดค้านและโต้แย้งสิทธิเป็นเจ้าของรูปปั้น จึงขอให้ศาลแสดงว่ารูปปั้นเซียนเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และห้ามมิให้ขัดขวางการขอจดทะเบียนมูลนิธิจำเลยให้การว่า รูปปั้นเซียนมิใช่ของโจทก์ ประชาชนเคารพสักการะกันเองโจทก์เห็นว่ามีรายได้มาก มีใจโลภ ขอจดทะเบียนตั้งมูลนิธิแต่ประชาชนราว 80 คนคัดค้านทางการจึงไม่อนุญาต

โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ใจความว่าข้อ 1 โจทก์จำเลยยอมรับว่ารูปปั้นเซียนเป็นของประชาชน การบริหารงานคงเป็นไปตามเดิม จำเลยกับพวกมีสิทธิดำเนินการต่อไปได้แต่ให้สิทธิโจทก์ที่จะไปตรวจตราดูการดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ข้อ 2 การที่โจทก์จะไปขออนุญาตก่อตั้งมูลนิธิเกี่ยวกับรูปปั้นเซียนเป็นสิทธิของโจทก์จำเลยไม่เกี่ยวข้อง ข้อ 3 จำเลยจะทำบัญชีรับจ่ายสำหรับงานปีฉลองรูปปั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2503 พร้อมหลักฐานการจ่ายเงินกับเงินสุทธิมายื่นและวางศาลภายในเดือนมีนาคม 2503 เพื่อให้โจทก์มาตรวจดูได้ถ้าพ้นปี พ.ศ. 2503 ไปแล้ว โจทก์ยังขออนุญาตและจดทะเบียนมูลนิธิตามข้อ 2 ไม่ได้ ก็ให้จำเลยมารับคืนบัญชี และหลักฐานกับเงินสุทธิไปได้ศาลพิพากษาตามยอมต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยทำบัญชีส่งศาลไม่ถูกและทุจริตขอให้จำเลยพ้นจากหน้าที่ มอบกิจการให้โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องว่าเป็นเรื่องนอกสัญญายอมครั้นวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2503

โจทก์ยื่นคำร้องใหม่ว่าบัญชีรับจ่ายที่จำเลยยื่นต่อศาลปรากฏว่าจำเลยจ่ายเงินในเดือนมกราคมและมีนาคม มิใช่เดือนกุมภาพันธ์ผิดจากสัญญายอมเป็นเงิน 51,827.50 บาท จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งเงินนี้ต่อศาล และวันที่ 20 ยื่นคำร้องอีกว่า โจทก์ตรวจบัญชีรับจ่ายของจำเลยแล้ว จำเลยจ่ายไม่ถูกต้องและนอกเหนือหน้าที่ไป 51,827.50 บาท จึงขอให้ศาลสั่งจำเลยส่งเงินที่จ่ายผิดไปศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องทั้ง 2 ฉบับนี้ ในประเด็นว่าบัญชีรับจ่ายพร้อมด้วยหลักฐานจ่ายเงินสุทธิที่จำเลยส่งศาลไว้แล้วถูกต้องหรือไม่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านว่า จำเลยปฏิบัติครบถ้วนตามยอมแล้วสัญญายอมมิได้กำหนดให้อำนาจโจทก์ที่จะโต้แย้งการจ่ายเงิน และบัดนี้พ้นกำหนดที่โจทก์จะต้องขออนุญาตและจดทะเบียนมูลนิธิแล้ว จึงสิ้นสิทธิว่ากล่าว

คำร้องโจทก์แตกต่างจากฟ้องเดิม เป็นการตั้งข้อหาเรียกร้องทุนทรัพย์ใหม่ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม ขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 ว่าโจทก์มีอำนาจให้จำเลยวางเงินต่อศาล และให้ศาลไต่สวนถึงการบริหารของจำเลยหรือไม่ และเมื่อมิได้เสียค่าธรรมเนียมในทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ศาลจะควรรับไว้พิจารณาหรือไม่ ศาลชั้นต้นสั่งว่า มูลเหตุที่ศาลสั่งให้ไต่สวนเพราะคู่ความโต้เถียงกันถึงข้อที่ว่า เงินสุทธิมีเท่าใด อันเป็นปัญหาชั้นบังคับคดีตามยอม การไต่สวนเช่นนี้ ไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาล ส่วนที่ศาลสั่งให้จำเลยนำเงินมาวางศาลหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงให้ยกคำร้องจำเลยที่ขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นจำเลยอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า การบังคับตามยอมในชั้นบังคับคดีก็คือ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังที่ยอมไว้ ศาลก็บังคับให้จำเลยกระทำตามนั้นได้ แต่เรื่องนี้จำเลยได้ปฏิบัติตามข้อความที่ระบุไว้ในสัญญายอมครบถ้วนแล้ว การที่โจทก์ตรวจตราแล้วเห็นว่าจำเลยบริหารไม่ถูกไม่ชอบหรือบัญชีผิดพลาดอย่างไร ตามสัญญายอมมิได้ระบุหรือขยายความว่าจะให้กระทำอย่างไรอีก จริงอยู่ การที่โจทก์มีอำนาจตรวจตราได้นั้นโจทก์ย่อมทักท้วงคัดค้านได้เมื่อเห็นว่าไม่ถูกต้อง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะควรคัดค้านในคดีนี้หรือจะต้องว่ากล่าวเป็นเรื่องหนึ่งต่างหากเมื่อข้อความในสัญญายอมมิได้ระบุให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป เป็นแต่ให้จำเลยมีหน้าที่ปฏิบัติ

เมื่อจำเลยปฏิบัติหน้าที่แล้ว การโต้เถียงกันว่าถูกหรือไม่ถูกจึงเป็นประเด็นใหม่มิใช่เรื่องที่จะบังคับตามยอมในคดีนี้ อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าโจทก์จดทะเบียนมูลนิธิไม่สำเร็จใน พ.ศ. 2503 ซึ่งตามสัญญายอม จำเลยมีสิทธิรับบัญชีและเงินสุทธิที่วางไว้คืนไปได้ ฉะนั้น แม้จะไต่สวนได้ความประการใด ก็ไม่บังเกิดผลแก่โจทก์ในคดีนี้ต่อไปแล้ว การไต่สวนในชั้นนี้จึงไม่เป็นประโยชน์ เมื่อจำเลยกระทำไม่ถูกต้องอย่างไร ควรว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากตามสิทธิของโจทก์อันจะพึงมีพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ไต่สวนและให้จำเลยวางเงินนั้นเสีย

Matter details

Panel of judges
สารกิจปรีชา · การุณย์นราทร · ห้วน ประชาบาล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 13552/2558

บุคคลที่มีข้อพิพาทซึ่งอาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้หนี้เดิมระงับตามมาตรา 852 แล้วผูกพันกันตามที่ได้ตกลงกันไว…

Supreme Court Judgment No. 3593/2549

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความและเอกสารหลายฉบับที่ยังไม่ได้กรอกข้อความเพื่อให้จำเลยนำไปถอนฟ้อง แต่จำเลยกับ อ. กลับสมคบกันกรอกข้อความในใบแต่งทนายความดังกล่…

Supreme Court Judgment No. 1645/2548

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอลงชื่อร่วมในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสและขอค่าอุปการะเลี้ยงดู ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในเรื่องการตกลงหย่าขาดและแบ่งสินสมรส และศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งตามสัญญาข้อ…

Supreme Court Judgment No. 124/2546

คดีแรกโจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสแล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสินสมรสไป…

Supreme Court Judgment No. 601/2546

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up