คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องบังคับจำนองขอให้จำเลยชำระหนี้จำนวน ๑,๘๗๐,๔๐๕.๙๑ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕๐ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เพื่อไถ่ถอนจำนอง
จำเลยให้การต่อสู้คดี แต่ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายความจำเลยขอถอนตัว ศาลชั้นต้นให้เลื่อนคดีแล้วหมายแจ้ง วันนัดสืบพยานโจทก์และแจ้งการถอนตัวของทนายความจำเลยให้จำเลยทราบ ครั้งถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้บังคับจำนองโดยให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง แล้วออกคำบังคับและปิดคำบังคับที่ภูมิลำเนาของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๐ ครั้นวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๑
จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ อ้างว่า จำเลยไม่ทราบว่าทนายความจำเลยขอถอนตัว จึงมิได้ตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาต่อสู้คดี จำเลยมิได้จงใจไม่มาศาล หากจำเลยมีโอกาสนำพยานเข้าสืบแล้วจะสามารถ หักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และคำพิพากษาอาจเปลี่ยนแปลงได้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยกล่าวถึงแต่เหตุที่จำเลยขาดนัดพิจารณา แต่มิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคสอง ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๑ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยไม่ทราบว่าทนายความจำเลยขอถอนตัว จึงมิได้ตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาต่อสู้คดี จำเลยเคยชำระหนี้แก่โจทก์หลายครั้ง แต่โจทก์มิได้คิดหักทอนบัญชี ทำให้หนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง หากจำเลยมีโอกาสนำสืบจะสามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำขอเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี ของโจทก์ไปฝ่ายเดียว โดยศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้จำเลยเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๐ โดยวิธีปิดคำบังคับ คำบังคับ ดังกล่าวมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา ๑๕ วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วนับตั้งแต่เวลาที่คำบังคับได้ปิดไว้ ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ วรรคสอง ดังนั้น คำบังคับจึงเริ่มมีผลใช้ได้ในวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๑ หาใช่เริ่มมีผล ใช้ได้ในวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๑ ดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เพราะฉะนั้นหากจำเลยจะขอให้พิจารณาใหม่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ กล่าวคือ
ต้องยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วัน นับจากวันส่งคำบังคับ ในกรณีนี้ก็คือภายใน ๑๕ วันนับจากวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๑ วันสุดท้ายแห่งระยะเวลา ที่จะยื่นได้คือวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๑ หากกำหนด ๑๕ วันที่วางไว้เป็นหลักนี้ จำเลยไม่อาจยื่นคำขอได้ก็มีข้อยกเว้นอยู่ ๒ กรณีคือ กรณีแรกหากไม่อาจยื่นคำขอโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยก็อาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง และกรณีสุดท้าย ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ห้ามมิให้ ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เมื่อพ้น ๖ เดือน นับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น กรณีของจำเลยได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ๒ ครั้ง ครั้งแรกยื่นเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๑ และครั้งที่ ๒ คือครั้งที่เป็นปัญหาวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกานี้
ยื่นเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๑ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ยื่นครั้งที่ ๒ นี้ จึงเกินกำหนดระยะเวลา ๑๕ วัน ที่วางไว้เป็นหลักไปแล้ว ทั้งในคำขอมิได้กล่าวอ้างถึงเหตุที่เป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ทำให้ไม่อาจยื่นคำขอได้ภายในกำหนดวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๑ แต่อย่างใดเลย กลับกล่าวอ้างถึงเหตุที่จำเลย ไม่ทราบว่าจะมาศาลวันไหน ไม่ทราบว่าจะต้องแต่งตั้งทนายความเข้ามาใหม่ในวันที่ศาลนัดพิจารณา เนื่องจากทนายจำเลยคนเดิมขอถอนตัว ซึ่งเหตุดังกล่าวแม้หากเป็นความจริงดังอ้างก็เป็นเหตุที่อาจแสดงว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดพิจารณาเท่านั้น มิใช่เหตุที่เป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ทำให้ไม่อาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดเวลา ๑๕ วัน ที่กฎหมายบังคับไว้แต่อย่างใด จึงไม่เข้ากรณีข้อยกเว้นของกฎหมาย ระยะเวลา ๖ เดือน ที่จำเลยอ้างมา ในฎีกาว่าจำเลยมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้จึงเกิดขึ้นไม่ได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยเสียได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว
Result
พิพากษายืน.