คำฟ้องและคำให้การ
จำเลยไม่ใช้เงินตามคำบังคับโจทก์นำยึดที่ดินและเรือนเพื่อขายใช้หนี้
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่ดินและเรือนนั้นเป็นของผู้ร้องไม่ใช่ของจำเลย ๆ เป็นบุตรเขยผู้ร้อง เคยอาศัยอยู่ในที่ดินและเรือนของผู้ร้อง แต่จำเลยได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ขอให้สั่งปล่อยที่ดินและเรือน โจทก์คัดค้านว่าเป็นของจำเลย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพิพาท แต่ให้ยกคำร้องเฉพาะที่เกี่ยวกับเรือนพิพาท โจทก์และผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกคำร้องขอปล่อยที่ดินพิพาทเสียด้วย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง ส่วนเรือนพิพาทนั้นได้ความว่า ชั้นเดิมเป็นเรือนแฝดสองหลังติดกัน หลังหนึ่งเป็นครัว เป็นเรือนของผู้ร้องกับสามีปลูกอาศัยอยู่ในที่พิพาทมา ๓๐ ปีเศษแล้ว เมื่อ ๑๗ ปีมานี้จำเลยได้บุตรสาวของผู้ร้องเป็นภรรยา ได้เข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ร้องในเรือนเดียวกัน ต่อมาเรือนเก่าหลังใหญ่ชำรุดทรุดโทรม จึงได้รื้อลงและสร้างเรือนพิพาทขึ้นใหม่แทนเรือนหลังเก่า มีชานติดต่อกับเรือนหลังเล็กซึ่งใช้เป็นครัวเดิม ผู้ร้องและครอบครัวคงอยู่ร่วมกันในเรือนพิพาทต่อมา ครั้นเมื่อ ๓ ปีมานี้จำเลยได้อพยพครอบครัวไปอยู่ที่อื่น ส่วนผู้ร้องคงอาศัยอยู่ในเรือนพิพาท
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามธรรมดาโรงเรือนซึ่งปลูกสร้างลงในที่ดินย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ใครเป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนนั้น เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๙ หรือ ๑๓๑๒ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเรือนพิพาทเป็นสิ่งปลูกสร้างอันมีลักษณะถาวรติดที่ดิน ไม่ปรากฏเลยว่าเป็นการปลูกทำลงเพียงชั่วคราวแล้วจะรื้อถอนไป หากความจริงจะเป็นดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้างเรือนพิพาทก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏเลยว่าจำเลยผู้ปลูกสร้างได้รับสิทธิหรืออำนาจที่จะปลูกเรือนพิพาทลงในที่ดินของผู้ร้องแต่ประการใด กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๐๙ และไม่ใช่เรื่องที่จำเลยปลูกเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ร้องตามมาตรา ๑๓๑๒ ด้วย จึงต้องฟังว่าเรือนพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามมาตรา ๑๐๗ ตามนัยฎีกาที่ ๓๑๙/๒๔๙๐ และ ๑๘๖๘/๒๔๙๒ โจทก์จะยึดเรือนพิพาทเพื่อขายชำระหนี้โจทก์ไม่ได้
Result
พิพากษากลับ ให้ปล่อยที่ดินและเรือนที่ยึดไว้นั้น