Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6469/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ฯ มาตรา 4 กำหนดให้ "ธุรกิจเงินทุน หมายความว่า ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้..."ซึ่งกิจการเงินทุนแต่ละประเภทมีการกำหนดวิธีหาเงินทุนไว้ตรงกันคือ "ธุรกิจหาทุนจากประชาชน" ซึ่งหมายความรวมถึงกู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจากประชาชนด้วย ทั้งคำว่า"ประชาชน" ตามพจนานุกรม หมายถึง พลเมืองหรือสามัญชนทั่ว ๆ ไป ดังนั้น ธุรกิจเงินทุนภายใต้ข้อบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นธุรกิจที่มีการจัดหาทุนดำเนินกิจการจากประชาชนพลเมืองทั่วไปไม่มีจำกัดว่าจะเป็นใคร เมื่อปรากฏว่าบริษัทโจทก์จัดหาเงินทุนมาจากบริษัทในเครือหรือจากญาติพี่น้องเฉพาะคนเท่านั้นไม่เป็นการทั่วไป ประกอบกับโจทก์มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินหรือให้เครดิตด้วยวิธีการอื่นได้ ดังนั้นแม้โจทก์จะมิได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โจทก์ก็มีอำนาจให้จำเลยกู้เงินได้โดยชอบ สัญญากู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เป็นโมฆะ

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 653 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 Section 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,550,000 บาท แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกฎหมาย โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอคิดค่าเสียหายในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระตามสัญญากู้แต่ละฉบับถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยรวม 511,008 บาท เมื่อรวมกับต้นเงินแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 4,061,008 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,061,008 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน3,550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้เงินและไม่เคยรับเงินจากโจทก์แต่โจทก์เป็นผู้จัดทำสัญญากู้ฉบับพิพาทขึ้นเอง

ทั้งโจทก์ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยมิได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย การให้กู้ยืมเงินของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,061,008 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 3,550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23ธันวาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป 4 ครั้ง และรับเงินกู้ไปจากโจทก์ตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีนางสาวธนวันต์ กองดอน กรรมการโจทก์ นางสาวดารณี อุดมสุข พนักงานบัญชีของโจทก์และนางศิริพรรณ อรัณยะนาค ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาถนนสาทร มาเบิกความได้ความสอดคล้องต้องกันว่า ในปี 2533 จำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป3 ครั้ง และในปี 2534 กู้โจทก์ไปอีก 1 ครั้ง รวมเป็น 4 ครั้ง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 3,550,000บาท จำเลยได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว สัญญาให้กู้แต่ละฉบับมีกำหนดชำระเงินคืนภายใน 6 เดือน แต่เมื่อครบกำหนดชำระเงินกู้คืน จำเลยได้ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 7 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน และโจทก์ก็อนุญาตตามที่จำเลยขอทุกครั้ง

เพียงแต่ให้จำเลยทำสัญญาให้กู้ฉบับใหม่ให้และสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระเงินกู้ฉบับใหม่ควบคู่ไปด้วย สัญญาให้กู้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นการต่ออายุให้แก่จำเลยครั้งที่ 8 ส่วนจำเลยเบิกความว่าจำเลยกับนายชัยวัฒน์ จำนงค์อาษา กรรมการโจทก์เข้าหุ้นกันเพื่อซื้อขายที่ดินนำกำไรมาแบ่งกันและมีการแลกเช็คกัน ในการแลกเช็คกันนั้นนายชัยวัฒน์จะนำเอาเอกสารมาให้จำเลยลงชื่อโดยแจ้งว่าเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบในการจัดหาเงินมาให้จำเลยกู้ สำหรับใบรับเงินก็เป็นเอกสารที่นายชัยวัฒน์นำมาให้จำเลยลงชื่อในการแลกเช็คดังกล่าว ส่วนสัญญาให้กู้ก็เป็นเอกสารที่นายชัยวัฒน์นำมาให้จำเลยลงชื่อโดยอ้างเพียงว่าเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบในการเบิกเงินเท่านั้นและใช้เป็นหลักฐานในการลงบัญชีของบริษัท ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงเป็นเรื่องการแลกเช็คกันระหว่างจำเลยกับนายชัยวัฒน์เป็นการส่วนตัวเท่านั้น

ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน จำเลยและนายชัยวัฒน์มีการแลกเช็คกันหลายครั้ง ทุกครั้งนายชัยวัฒน์จะคืนทั้งสัญญาให้กู้และเช็คฉบับเดิมแก่จำเลย แล้วจำเลยจะทำสัญญาให้กู้และสั่งจ่ายเช็คฉบับใหม่แก่นายชัยวัฒน์โดยมีข้อตกลงกันภายในว่าจะไม่นำสัญญาและเช็คเหล่านี้ไปฟ้องร้องกัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบมาได้ความดังนี้ เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคลมาเบิกความได้ข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันกับพยานเอกสารไม่ว่าจะเป็นสัญญาให้กู้ ใบรับเงิน สำเนาเช็คที่โจทก์ได้สั่งจ่ายเงินแก่จำเลยรวมทั้งบัญชีกระแสรายวันที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเบิกเงินไปแล้ว ทั้งจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ได้รับเงินไปตามสัญญากู้แล้วจริง ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า

จำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปทั้ง 4 ครั้งและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ตามฟ้องจริง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีมาโดยตลอดนั้น นอกจากจะไม่มีเหตุผลให้รับฟังแล้วยังเป็นการนำสืบนอกข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยอันศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(1)ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า สัญญาให้กู้ทั้ง 4 ฉบับตามฟ้องเป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การให้กู้เงินของโจทก์มีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจเงินทุน แต่โจทก์ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 สัญญาให้กู้พิพาททั้ง 4 ฉบับ จึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 4 บัญญัติว่า"ธุรกิจเงินทุน หมายความว่า ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้..." และมีการกำหนดกิจการเงินทุนไว้ 5 ประเภท แต่ละประเภทมีการกำหนดวิธีหาเงินทุนไว้ตรงกันคือ "กิจการหาทุนจากประชาชน" สำหรับคำว่า "จัดหาเงินทุนจากประชาชน" หมายความรวมถึงกู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจากประชาชนด้วย และความหมายของคำว่า "ประชาชน" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 คือ "พลเมืองหรือสามัญชนทั่ว ๆ ไป" ดังนี้ เมื่อนำความหมายเหล่านี้มาพิจารณาประกอบกันก็จะได้ความหมายโดยสรุปว่า

ธุรกิจเงินทุนที่จะต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นธุรกิจที่มีการจัดหาทุนดำเนินกิจการจากประชาชนพลเมืองโดยทั่วไปไม่มีจำกัดว่าจะเป็นใคร แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้กลับปรากฏว่าโจทก์จัดหาเงินทุนมาจากบริษัทในเครือหรือจากญาติพี่น้องเฉพาะคนเท่านั้นไม่เป็นการทั่วไป ประกอบกับโจทก์มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินหรือให้เครดิตด้วยวิธีการอื่นได้เช่นนี้ โจทก์จึงมีอำนาจให้จำเลยกู้เงินได้โดยชอบ หาเป็นโมฆะดังจำเลยอ้างไม่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
วิบูลย์ มีอาสา · ศุภชัย ภู่งาม · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3622/2568

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็ก…

Supreme Court Judgment No. 893/2568

แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 เป็นตารางจ่ายเงินกู้ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท ชำระเงินต้นงวดละ 29,200…

Supreme Court Judgment No. 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

Supreme Court Judgment No. 2162/2567

แม้จำเลยให้การรับว่าได้รับเงินโอนจากโจทก์แล้วทั้งยี่สิบครั้งและพิมพ์คำว่า "ตกลง" ในโปรแกรมไลน์ (LINE) ตามที่โจทก์ให้พิมพ์ แต่การรับของจำเลยเป็นการรับตามที่ปรากฏในฟ้องเท่านั้น จำเลยยังมีข้อต่อสู้ว่าการ…

Supreme Court Judgment No. 1650/2567

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์เพียง 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หักดอกเบี้ยล่วงหน้า ได้รับเงินกู้เพียง 45,…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up