คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365และมาตรา 83ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(3) ประกอบด้วยมาตรา 362, 83 จำคุก 1 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 6 เดือนจำเลยอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์นำเอาข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วแม้คดีนี้เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ก็ตามย่อมหมายความแต่เพียงการพิพากษามิใช่ต้องพิพากษาลงโทษจำเลยดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนให้ศาลเห็นว่า จำเลยมิได้กระทำผิดดังที่จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพที่ไม่ต้องด้วยความจริงนั้นหาได้ไม่ ในคดีอาญาศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องก็ได้ หากพิจารณาเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดหรือไต่สวนมูลฟ้องแล้ว
Result
พิพากษายกฟ้องก็ได้ แสดงว่าศาลมีอำนาจพิจารณาพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนทั้งหมด การที่ศาลชั้นต้นสั่งคดีมีมูลแทนที่จะสั่งยกฟ้อง โจทก์เสียในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ก็เป็นเพียงแต่ให้รับคำฟ้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้นแต่ในชั้นพิจารณาเมื่อปรากฏจากพยานหลักฐานชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ศาลก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจนำเอาข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมา วินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ได้พิพากษายืน