คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยเป็นโมฆะ และเพิกถอนทะเบียนสมรสดังกล่าว
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยเป็นโมฆะ
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การสมรสที่เป็นโมฆะจะสมบูรณ์ด้วยการให้สัตยาบันได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เมื่อพันโท สมยศจดทะเบียนหย่ากับนางสมศิริแล้ว คงมีแต่การจดทะเบียนสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลย จึงถือว่าพันโท สมยศให้สัตยาบันการสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยแล้ว การสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยย่อมกลับมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไม่ตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ขณะที่พันโท สมยศจดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น พันโท สมยศมีนางสมศิริเป็นคู่สมรสอยู่แล้วจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๕๒ การสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๙๖ (เดิม) การตกเป็นโมฆะดังกล่าวมีผลเท่ากับจำเลยและพันโท สมยศมิได้ทำการสมรสกัน จึงไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ตามที่จำเลยฎีกา แม้ต่อมาภายหลังพันโท สมยศจะได้จดทะเบียนหย่ากับนางสมศิริ ทำให้พันโท สมยศไม่มีคู่สมรสแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้การสมรสที่เสียเปล่าไปนั้นกลับสมบูรณ์ขึ้นมาได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๙๗ (เดิม) นั้น มิใช่การใช้สิทธิเรียกร้องจึงไม่อาจนำเอาบทบัญญัติในเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๙ และมาตรา ๑๙๓/๓๐ มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษายืน.