คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 44,352,860.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ของต้นเงินส่วนที่อยู่ในวงเงิน 30,000,000 บาท และอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ของต้นเงินส่วนที่เกินวงเงินจำนวน 7,426,918.54 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชำระหนี้ตามหนังสือรับรองวงเงินกู้ระยะสั้นจำนวน 49,806,780.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยทั้งสิบให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามมูลหนี้ โดยให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเป็นรายข้อหาภายใน 30 วัน โจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 200,000 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาต ในระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์ไม่มาศาลตามนัด
ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าธรรมเนียมศาล โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอคืนค่าขึ้นศาลในกรณีที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีและขอคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจาก 200,000 บาท
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงินได้ประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าซึ่งมีหลายวิธีทั้งการให้กู้ยืมเงิน การเบิกเงินเกินบัญชี ขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือด้วยวิธีอื่นใดที่สามารถทำได้ในการให้สินเชื่อหรือหลักประกันแก่ลูกค้า โดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่น จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าโจทก์สามารถทำธุรกรรมการเงินกับโจทก์โดยไม่จำกัดวิธีหนึ่งวิธีใดเพียงอย่างเดียว การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ทำหนังสือรับรองวงเงินกู้ระยะสั้น และออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ ซึ่งล้วนเป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ก่อขึ้นทั้งหมดกับโจทก์โดยมิได้แบ่งแยกว่าเป็นประกันหนี้รายใด
มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) ก. ชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกเป็นมูลหนี้แต่ละรายการ จึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์โจทก์ว่า การที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลจะต้องสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 ประกอบด้วยมาตรา 132 ตามบทบัญญัติสองมาตรานี้ไม่ได้กำหนดให้ศาลต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมเหมือนอย่างบทบัญญัติมาตรา 151 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
แม้ตามมาตรา 132 จะมีข้อความว่าให้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควรก็เป็นเรื่องที่ศาลใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะสั่งกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมหรือไม่ มิใช่บังคับให้ศาลต้องสั่ง กรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณานี้ไม่มีระเบียบให้ต้องคืนค่าธรรมเนียมเหมือนอย่างการคืนค่าธรรมเนียมตามมาตรา 151 ที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาทให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.