คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 33, 80, 91 และริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 289 ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิตฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้วจึงไม่สามารถนำโทษอื่นมารวมเข้ากับโทษดังกล่าวได้ ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และมาตรา 390 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใส่สารกำจัดแมลงแลนเนท แอล ลงในน้ำอัดลม ต่อมาเด็กชายสุทัศน์ อังคะสี ผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์ สุการะกิจ ดื่มน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงดังกล่าว เป็นเหตุใหผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานชันสูตรพลิกศพ และเด็กชายเอกพงศ์ได้รับอันตรายแก่กายตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าเด็กหญิงวารุณี สุการะกิจ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่
เห็นว่า หากจำเลยเกิดอารมณ์ชั่ววูบที่นางทองจันทร์ สุการะกิจ ภริยาของจำเลยหนีออกจากบ้าน จึงเตรียมน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงแลนเนท แอล ไว้เพื่อจะฆ่าตัวตาย แต่ผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์มาพบน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงนั้นและดื่มไปเองเสียก่อน จำเลยจึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย จำเลยก็น่าจะใส่สารกำจัดแมลงแลนเนท แอล ลงในเบียร์ที่จำเลยกำลังดื่มอยู่ในขณะนั้นและดื่มฆ่าตัวตายไปทันที หรือเตรียมน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงไว้เพียงที่เดียวมากกว่า การที่จำเลยใส่สารกำจัดแมลงลงในน้ำอัดลม ซึ่งตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย ก็ได้ความว่า จำเลยให้ผู้ตาย เด็กชายเอกพงศ์ เด็กหญิงวารุณี กับเพื่อนๆ ของเด็กทั้งสามที่มาเล่นวีดีโอเกมส์อยู่ด้วยกันนำเงินไปซื้อน้ำอัดลมมา 4 กระป๋อง แล้วจำเลยบอกให้นำน้ำอัดลมนั้นไปแช่ไว้ในตู้เย็นก่อนเมื่อแช่น้ำอัดลมไว้ในตู้เย็นแล้วพวกเด็กๆ
พากันไปเล่นวีดีโอเกมส์ต่อ ต่อมาจำเลยจึงให้เด็กชายเอกพงศ์ไปซื้อสารกำจัดแมลงมา 1 ขวด แล้วจำเลยแอบเอาน้ำอัดลมที่แช่ไว้ดังกล่าวมารินใส่แก้ว 3 ใบ แล้วเทสารกำจัดแมลงที่เด็กชายเอกพงศ์ไปซื้อมาใส่ลงในแก้วน้ำอัดลมเหล่านั้น จากนั้นจำเลยเรียกผู้ตาย เด็กชายเอกพงศ์และเด็กหญิงวารุณีให้ลงจากบนบ้านมาดื่มน้ำอัดลม ส่วนเพื่อนๆ ของเด็กทั้งสามจำเลยให้กลับบ้านไปจำเลยได้ยื่นแก้วน้ำอัดลมผสมสารกำจัดแมลงให้ผู้ตาย เด็กชายเอกพงศ์และเด็กหญิงวารุณีดื่มคนละแก้ว ผู้ตายดื่มจนหมดแก้ว เด็กชายเอกพงศ์ดื่มไปครึ่งแก้ว ส่วนเด็กหญิงวารุณีดื่มไปเพียงเล็กน้อย จำเลยให้การดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนทันทีที่ถูกจับกุมในวันเกิดเหตุ ยังไม่ทันได้คิดเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง
ย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า แต่เนื่องจากจำเลยมีอาชีพเกษตรกรรมและเคยให้เด็กชายเอกพงศ์ไปซื้อสารกำจัดแมลงมาใช้กับต้นพืชของจำเลยเป็นประจำ ดังนั้น จำเลยจึงอาจให้บุตรของจำเลยไปซื้อน้ำอัดลมมาเพื่อดื่มและซื้อสารกำจัดแมลงมาเพื่อใช้ในการเกษตรกรรมของจำเลยตามปกติ โดยยังมิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์รวมทั้งฆ่าตัวตายในขณะนั้น แต่เนื่องจากจำเลยและนายทาได้ร่วมกันดื่มเบียร์หมดไปหลายขวดอาจเกิดการทึนเมารวมทั้งเกิดความกลัดกลุ้มและเสียใจประกอบกับความเครียดที่นางทองจันทร์ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยทิ้งจำเลยและบุตรไปทำงานที่กรุงเทพมหานครโดยไม่บอกกล่าวให้จำเลยทราบก่อน จำเลยจึงคิดฆ่าตัวตายพร้อมๆ กับผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์เพื่อเป็นการประชดนางทองจันทร์ จึงได้นำสารกำจัดแมลงใส่ในน้ำอัดลมให้ผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์ดื่มอันเป็นอารมณ์ชั่ววูบซึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะนั้นก็อาจเป็นได้ จึงยังไม่พอให้ฟังว่า
จำเลยเจตนาฆ่าผู้ตายและเด็กชายเอกพงศ์โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเนื่องจากจำเลยมีเจตนาเดียวคือต้องการให้ผู้ตาย เด็กชายเอกพงศ์และจำเลยถึงแก่ความตายพร้อมกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังว่า เป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายแก่กายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3