Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2530 (ref. 61053)

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า โจทก์ฎีกา พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอยื่นฎีกาว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ได้สั่งไว้ในคำร้องลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2530 ของโจทก์ ให้ยกคำร้องและศาลก็ยังสามารถที่จะส่งให้โจทก์ได้ แต่การที่ศาลใช้วิธีการปิดประกาศหน้าศาลแทนการส่งหมายให้โจทก์ทั้ง ๆ ที่สามารถส่งหมายนัดให้แก่โจทก์โดยวิธีธรรมดาได้นั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 และถือไม่ได้ว่าโจทก์ทราบนัดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วจึงขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์นั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้ถือว่าโจทก์ทราบและฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันที่8 กรกฎาคม 2530 พร้อมทั้งโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้โดยถือว่าโจทก์ได้ยื่นภายในกำหนดด้วยหมายเหตุ ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 แถลงคัดค้าน (อันดับ 166)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 39 เลขที่ดิน 22หน้าสำรวจ 39 ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ)จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ที่โอนให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม2518 และเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2525 ทั้งสองครั้ง ณสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ 8 ไร่โดยวัดจากด้านทิศใต้ติดถนนขึ้นไปให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 13,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองให้โจทก์ไปดำเนินการโดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายและให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับจำนวน70,000 บาทแก่โจทก์ โดยให้โจทก์มีสิทธิหักเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระออก ซึ่งหากโจทก์หักเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระออกดังกล่าวก็ให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์เพียง 57,000 บาทถ้าหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ได้ก็ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำจำนวน 35,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2512 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (สำหรับดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องคิดให้ไม่เกิน 37,850 บาทตามที่โจทก์ขอ) กับให้จำเลยที่ 1 ใช้เบี้ยปรับจำนวน 70,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้นดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วยคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสียศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม2530 โดยโจทก์มิได้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อมาทนายโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2530ขอฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยอ้างว่าไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการปิดประกาศแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบแทนการส่งหมายไว้ที่หน้าศาล เป็นการส่งตามข้อความในคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 ดังนั้นจึงถือว่าโจทก์ทราบวันนัดแล้ว ฯลฯ ที่ทนายโจทก์อ้างว่าได้แจ้งย้ายที่อยู่ให้เจ้าหน้าที่ศาลทราบแล้วนั้นเห็นว่าเป็นการไม่ชอบไม่มีผลตามกฎหมาย ฯลฯ ให้ยกคำร้องโจทก์ฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 143,138)โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 145)คำสั่งพิเคราะห์คำร้องโจทก์รวมทั้งฉบับที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแล้วเห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่20 พฤษภาคม 2530 นั้น แม้การส่งหมายแก่ทนายโจทก์ไม่อาจกระทำได้แต่การส่งให้แก่ตัวโจทก์โดยวิธีธรรมดาก็อาจกระทำได้ เพราะตัวโจทก์คงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิมตามฟ้อง ยังไม่ชอบที่จะสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนโดยการปิดประกาศหน้าศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ดังนั้น เมื่อตัวโจทก์หรือทนายโจทก์ไม่มาตามนัดก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ทราบนัดและได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2530 ต้องถือว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2530ตามคำร้อง ที่โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2530 จึงเป็นการยื่นภายในกำหนดหนึ่งเดือนตามมาตรา 247 ให้รับฎีกาโจทก์และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1283/2530นายสุรินทร์ ขยะสุนทรโจทก์นางหนู ออกประทุม กับพวกจำเลยนายสุรินทร์ ขยะสุนทร โจทก์ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 247ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอยื่นฎีกาว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ได้สั่งไว้ในคำร้องลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2530 ของโจทก์ ให้ยกคำร้องและศาลก็ยังสามารถที่จะส่งให้โจทก์ได้ แต่การที่ศาลใช้วิธีการปิดประกาศหน้าศาลแทนการส่งหมายให้โจทก์ทั้ง ๆ ที่สามารถส่งหมายนัดให้แก่โจทก์โดยวิธีธรรมดาได้นั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 และถือไม่ได้ว่าโจทก์ทราบนัดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วจึงขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์นั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้ถือว่าโจทก์ทราบและฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันที่8 กรกฎาคม 2530 พร้อมทั้งโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้โดยถือว่าโจทก์ได้ยื่นภายในกำหนดด้วยหมายเหตุ

ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 แถลงคัดค้าน (อันดับ 166)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 39 เลขที่ดิน 22หน้าสำรวจ 39 ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ)จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ที่โอนให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม2518 และเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2525 ทั้งสองครั้ง ณสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ 8 ไร่โดยวัดจากด้านทิศใต้ติดถนนขึ้นไปให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 13,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองให้โจทก์ไปดำเนินการโดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายและให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับจำนวน70,000 บาทแก่โจทก์ โดยให้โจทก์มีสิทธิหักเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระออก ซึ่งหากโจทก์หักเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระออกดังกล่าวก็ให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์เพียง 57,000 บาทถ้าหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ได้ก็ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำจำนวน 35,000 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2512 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (สำหรับดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องคิดให้ไม่เกิน 37,850 บาทตามที่โจทก์ขอ) กับให้จำเลยที่ 1 ใช้เบี้ยปรับจำนวน 70,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้นดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วยคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสียศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม2530 โดยโจทก์มิได้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อมาทนายโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2530ขอฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยอ้างว่าไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการปิดประกาศแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบแทนการส่งหมายไว้ที่หน้าศาล เป็นการส่งตามข้อความในคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 ดังนั้นจึงถือว่าโจทก์ทราบวันนัดแล้ว ฯลฯ ที่ทนายโจทก์อ้างว่าได้แจ้งย้ายที่อยู่ให้เจ้าหน้าที่ศาลทราบแล้วนั้นเห็นว่าเป็นการไม่ชอบไม่มีผลตามกฎหมาย ฯลฯ ให้ยกคำร้องโจทก์ฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 143,138)โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 145)คำสั่งพิเคราะห์คำร้องโจทก์รวมทั้งฉบับที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแล้วเห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่20 พฤษภาคม 2530 นั้น แม้การส่งหมายแก่ทนายโจทก์ไม่อาจกระทำได้แต่การส่งให้แก่ตัวโจทก์โดยวิธีธรรมดาก็อาจกระทำได้

เพราะตัวโจทก์คงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิมตามฟ้อง ยังไม่ชอบที่จะสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนโดยการปิดประกาศหน้าศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ดังนั้น เมื่อตัวโจทก์หรือทนายโจทก์ไม่มาตามนัดก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ทราบนัดและได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2530 ต้องถือว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2530ตามคำร้อง ที่โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2530 จึงเป็นการยื่นภายในกำหนดหนึ่งเดือนตามมาตรา 247 ให้รับฎีกาโจทก์และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

Matter details

Panel of judges
คำนึง อุไรรัตน์ · ดุสิต วราโห · ประชา บุญวนิช
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 704041)

คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคย่อมเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 49 วรรคสอง แต่คู่ความอาจขออนุญาตฎีกาได้ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีก…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 713892)

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ยื่นภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาค…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 706445)

การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้…

Supreme Court Judgment No. 3139/2567

ตามระเบียบของผู้ร้องกำหนดให้การลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีหรือแต่งตั้งทนายความ ต้องประทับตราผู้ร้อง และที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการของผู้ร้องมีมติมอบ…

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up