คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกลูกซองขนาด 20 ชนิดประกอบขึ้นเองไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ และกระสุนปืนลูกซองขนาดใดไม่ปรากฏชัดจำนวน 1 นัด จำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวทั้งไม่เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยได้ชิงทรัพย์เอารถจักรยานยนต์ของนายสุนทร หวังคละกลาง ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายลิขิต กลายชัยภูมิ ผู้เสียหายที่ 2 และเงินสดจำนวน 3,000 บาทของผู้เสียหายที่ 2 รวมราคาทรัพย์สิน 70,800 บาท ไปโดยจำเลยใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339, 340 ตรี, 371, 91, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลางจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง สำหรับโทษประหารชีวิตเมื่อลดโทษลงกึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 เมื่อจำเลยถูกจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษฐานอื่นมานับรวมอีกได้ ริบอาวุธปืนและหัวกระสุนปืนของกลางโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยไม่อาจฎีกาได้ แต่ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจะยังไม่ถึงที่สุด โดยเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาก่อน
หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงจะถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 วรรคสอง ซึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แม้จะพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ก็เป็นเพียงพิพากษาแก้บทลงโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าการกระทำผิดของจำเลยฐานนี้ขาดอายุความแล้วจึงลงโทษจำเลยไม่ได้เท่านั้น ซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวย่อมมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตนั่นเอง
ความผิดฐานนี้จึงเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวมานั้น ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาคัดค้านโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนซึ่งถึงที่สุดได้อีกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
Result
พิพากษายกฎีกาจำเลย