Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 602/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เดิมที่พิพาทเป็นของ ข. แต่ ส. มีชื่อในฐานะเจ้าของในโฉนดที่ดิน ข. พูดยกที่พิพาทให้จำเลยครอบครองทำนาตั้งแต่จำเลยแต่งงาน และได้ครอบครองที่พิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382ทั้งก่อนโจทก์จะซื้อที่พิพาทจาก ส. โจทก์ก็ทราบดีว่าจำเลยปลูกบ้านบนที่พิพาท โจทก์จึงรู้แล้วว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ถือไม่ได้ว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทไว้โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 10345 ตำบลดอนตูม อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐมเนื้อที่ 35 ไร่เศษ ราคา 320,000 บาท จากนายสุชาติ โตอดิเทพย์ซึ่งที่ดินดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้ยึดถือครอบครองใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำนา โดยนายสุชาติและบุคคลข้างเคียงยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้อาศัยอยู่ในที่ดินนั้น โจทก์จึงซื้อที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ พร้อมขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินให้ชดใช้ค่าเสียหายปีละ 200,000 บาทจำเลยที่ 1 ให้การว่านางขวัญเมืองได้ยกที่ดินพิพาท ให้แก่จำเลยเป็นของขวัญในวันแต่งงาน จำเลยได้ครอบครองทำกินมาโดยตลอดเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ด้วยการครอบครองปรปักษ์โจทก์สมคบกับนายสุชาติจดทะเบียนซื้อขายที่ดินกันโดยไม่สุจริตเพราะทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินนั้นไว้ที่ดินพิพาทหากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินไร่ละ 200 บาทต่อปี ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 10345 ตำบลดอนตูม อำเภอบางเลนจังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 109 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา เดิมนายลากับนางอบ ฮวดโต สามีภรรยาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อนายลากับนางอบถึงแก่กรรมแล้ว ที่ดินตกได้แก่บุตรทั้งสามคนละ 35 ไร่เศษโดยนายสุชาติ โตอดิเทพย์ ได้ที่ดินทางทิศเหนือ นายศิริ ฮวดโตได้ที่ดินส่วนกลางและนางขวัญเมือง เดื่อมขันมณี ได้ที่ดินทางทิศใต้ นางขวัญเมืองเป็นภรรยานายเล็ก เดื่อมขัมมณี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นน้องชายนายเล็ก มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองหรือไม่ และโจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งซื้อมาจากนายสุชาติโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์โจทก์มิได้นำนายสุชาติมาเบิกความเป็นพยานถึงข้อเท็จจริงความเป็นมาเกี่ยวกับที่ดินพิพาท อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาจากสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 แล้ว ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2530นายสุชาติได้จดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของนางขวัญเมือง และในวันเดียวกันนั้นนายสุชาติได้โอนที่ดินมรดกส่วนของนางขวัญเมืองมาเป็นของตน ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2530นายสุชาติได้โอนขายที่ดินส่วนของนางขวัญเมืองให้แก่โจทก์เป็นเงิน 320,000 บาท ดังนั้น ที่ดินพิพาทที่โจทก์ซื้อมาก็คือดินเดิมของนางขวัญเมืองนั่นเอง ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบว่านางขวัญเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่จำเลยทั้งสองแต่งงานกันได้พิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบแล้วปรากฏว่านางขวัญเมืองเป็นภรรยานายเล็กไม่มีบุตรด้วยกันจำเลยที่ 1 เป็นน้องชายนายเล็ก

มาอยู่กับนายเล็กตั้งแต่พ.ศ. 2490 ช่วยนายเล็กและนางขวัญเมืองทำมาหากิน เมื่อจำเลยที่ 1อุปสมบท นายเล็กกับนางขวัญเมืองเป็นเจ้าภาพอุปสมบทให้และเมื่อจำเลยที่ 1 แต่งงานกับจำเลยที่ 2 นายเล็กกับนางขวัญเมืองก็เป็นเจ้าภาพให้ ในวันแต่งงานดังกล่าวนางขวัญเมืองบอกว่าไม่มีเงินให้จึงได้พูดยกที่ดินพิพาทรวมทั้งบ้านในที่ดินพิพาทให้ด้วย พูดต่อหน้าคนหลายคนในงานแต่งงานของจำเลยทั้งสอง นายเปลี่ยน เดื่อมขันมณี น้องชายนายเล็ก และนายทองหรี่ ศรีจันทร์อินทร์ ผู้ใหญ่บ้านรู้จักนายเล็กนางขวัญเมืองและจำเลยที่ 1 เมื่อสมัยที่นายเล็กกับนางขวัญเมืองยังมีชีวิตอยู่ นายเปลี่ยนกับนายทองหรี่มาช่วยงานแต่งงานจำเลยทั้งสองที่บ้านนายเล็กกับนางขวัญเมืองเบิกความยืนยันว่า

พยานได้รู้เห็นอยู่ด้วยในขณะที่นางขวัญเมืองพูดยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนนางขวัญเมืองถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนถึงปัจจุบันใช้เป็นที่ปลูกบ้าน 2 ไร่เศษ ส่วนที่เหลือใช้ทำนาเมื่อ พ.ศ. 2520 นายสมคิด ชูฉ่ำ ได้มาเช่าที่ดินพิพาททำนาจำนวน15 ไร่ จำเลยที่ 1 คิดค่าเช่าปีละ 2,000 บาท นายชลอ วงศ์ชื่นกำนันตำบลดอนตูมพยานจำเลยที่ 1 ก็ยืนยันว่ารู้จักที่ดินพิพาทเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาทร่วม 30 ปี นายพยงค์ ชื่นชมน้อยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ตำบลดอนตูม เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1ว่าเห็นจำเลยที่ 1 เข้าไปทำกินในที่ดินพิพาทตั้งแต่จำเลยที่ 1อายุประมาณ 17-18 ปี โดยพักอยู่กับนายเล็กกับนางขวัญเมืองเมื่อนายเล็กกับนางขวัญเมืองถึงแก่กรรมแล้ว

จำเลยที่ 1ก็ยังทำนาอยู่ในที่ดินพิพาทและปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทมาประมาณ15 ปี โดยรื้อโรงเรือนฝาขัดแตะหลังคามุงจากของนายเล็กกับนางขวัญเมืองออกไปแล้วปลูกสร้างใหม่ในที่เดิม พยานยังได้เบิกความด้วยว่า นายสมคิดเคยมาเช่าที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ทำนาอยู่15 ไร่ ซึ่งนายสมคิด ชูฉ่ำ พยานโจทก์ก็ได้เบิกความเจือสมฝ่ายจำเลยว่า ขณะมาเช่าที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2520 นั้น มีบ้านของจำเลยที่ 1 ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทก่อนแล้วดังนี้

ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักดีกว่าของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางขวัญเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ครอบครองทำนามาตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองแต่งงานกันใน พ.ศ. 2498 และจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 นอกจากนั้นโจทก์ยังได้เบิกความด้วยว่าก่อนซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุชาติ โจทก์ได้มาตรวจดูที่ดินพิพาทก่อน ขณะมาดูที่ดินพิพาทได้พบบ้านของจำเลยทั้งสองปลูกอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ได้เข้าไปสอบถามจำเลยทั้งสองคงสอบถามนายสุชาติ นายสุชาติบอกว่าพวกลูกหลานเข้ามาอาศัยทำนา ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโจทก์ได้หักเงินค่าที่ดินไว้จำนวน 90,000 บาท โดยจะชำระให้เมื่อนายสุชาติจัดการให้จำเลยทั้งสองรื้อบ้านออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วการที่โจทก์ไม่ได้สอบถามจำเลยทั้งสองและผู้อื่นว่าจำเลยทั้งสองเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทได้อย่างไร

ทั้ง ๆ ที่มีเหตุน่าสงสัยปรากฏชัดอยู่แล้ว และยังได้หักเงินไว้ดังกล่าวเมื่อโอนที่ดินพิพาทกันด้วย เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า ในขณะนั้นโจทก์ได้รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์เป็นของตนตามกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองจำเลยที่ 1 ผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมสามารถอ้างบทกฎหมายดังกล่าวยันโจทก์ได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์เสียหายหรือไม่"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
อุดม มั่งมีดี · จเร อำนวยวัฒนา · สุชาติ ถาวรวงษ์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 369/2568

โจทก์แถลงนำยึดทรัพย์ของจำเลยรวมทั้งที่ดินพิพาท ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประกาศยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งท…

Supreme Court Judgment No. 5352/2552

จำเลยทั้งสิบสามคนมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งต้องถือตามราคาที่ดินในส่วนที่จำเลยสืบสิทธิมา มิใช่แยกคำนวณตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์เพรา…

Supreme Court Judgment No. 5927/2552

โจทก์ทั้งสี่ใช้ลำรางพิพาทในการชักน้ำเข้านาที่ดินพิพาท แล้วขุดเป็นบ่ออยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว จากนั้นโจทก์ทั้งสี่ใช้ระหัดวิดน้ำหรือใช้เครื่องสูบน้ำชักน้ำเข้าไปยังที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที…

Supreme Court Judgment No. 8700/2550

จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ช. เมื่อ ช. ขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บิดาโจทก์ทั้งห้าก่อนจำเลยทั้งสองครอบครองครบกำหนดสิบปี จำเลยทั้งสองไม่อาจยกกา…

Supreme Court Judgment No. 2760/2548

การที่จำเลยและมารดาครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมานานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ ป. เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อ ล. เข้าเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. จำเลยก็ยังเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทตลอดม…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up