Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2532 (ref. 59313)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายกล่าวคือ ข้อ 2.1 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ข้อ 2.2 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีโดยฟังพยานจำเลยเพียงปากเดียวในแง่อันเป็นผลร้ายแก่จำเลย โดยไม่พิจารณาถึงพยานเอกสารและพยานบุคคลอื่นของจำเลยอีก เป็นการรับฟังพยานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายข้อ 2.3 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นเพียงสำเนาเอกสารแล้วนำมาวินิจฉัยลงโทษจำเลยเป็นการรับฟังพยานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อ 3ฎีกาว่าหากแม้ศาลฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ก็เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวต่อเนื่องกันมิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกันตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่คดีทั้งสองสำนวนนี้ โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยเป็นทำนองเดียวกันขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,264,265,266(4),90,91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีทั้งสองสำนวนแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ต่อมาศาลชั้นต้นรวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 ให้จำคุกจำเลยไว้สำนวนละ 2 ปี รวม 2 สำนวนจำคุก 4 ปี คำขออื่นให้ยกศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด 5 กรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 216)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 218)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาจำเลยในข้อ 2.1ที่ว่าศาลอุทธรณ์รับฟังเพียงสำเนาเอกสาร ซึ่งคำแปลเอกสารก็ไม่ถูกต้อง และพยานบุคคลว่าการซื้อขายลดเช็คเป็นกิจการที่โจทก์ทั้งสามกับจำเลยร่วมกันทำแยกจากบริษัทไทยมั่นคง จำกัดโจทก์ทั้งสามเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายความจริงโจทก์ทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้นไม่ใช่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรง ฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่าจำเลยไม่ได้ขีดฆ่าขูดลบลายมือชื่อของจำเลยในด้านหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ข้อ 2.3 ซ้ำกับฎีกาข้อ 2.1 อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้นศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าวชอบแล้ว ส่วนฎีกาจำเลยข้อ 3 ที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวต่อเนื่องกัน มิใช่ความผิดหลายกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เป็นปัญหาข้อกฎหมายให้รับฎีกาจำเลยในข้อนี้ไว้พิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1245 - 1246/2532นายวิชิต เตชะชุณหกิจ กับพวกโจทก์นายเกียรติชัยหรือเกี๊ยก รัตนเทพสถิตย์จำเลยนายเกียรติชัยหรือเกี๊ยก รัตนเทพสถิตย์ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 224 ป.อ. ม. 90, ม. 91ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายกล่าวคือ ข้อ 2.1 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ข้อ 2.2 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีโดยฟังพยานจำเลยเพียงปากเดียวในแง่อันเป็นผลร้ายแก่จำเลย โดยไม่พิจารณาถึงพยานเอกสารและพยานบุคคลอื่นของจำเลยอีก เป็นการรับฟังพยานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายข้อ 2.3 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นเพียงสำเนาเอกสารแล้วนำมาวินิจฉัยลงโทษจำเลยเป็นการรับฟังพยานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อ 3ฎีกาว่าหากแม้ศาลฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร

ก็เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวต่อเนื่องกันมิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกันตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่คดีทั้งสองสำนวนนี้ โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยเป็นทำนองเดียวกันขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,264,265,266(4),90,91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีทั้งสองสำนวนแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ต่อมาศาลชั้นต้นรวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 ให้จำคุกจำเลยไว้สำนวนละ 2 ปี รวม 2 สำนวนจำคุก 4 ปี

คำขออื่นให้ยกศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด 5 กรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 216)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 218)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาจำเลยในข้อ 2.1ที่ว่าศาลอุทธรณ์รับฟังเพียงสำเนาเอกสาร ซึ่งคำแปลเอกสารก็ไม่ถูกต้อง และพยานบุคคลว่าการซื้อขายลดเช็คเป็นกิจการที่โจทก์ทั้งสามกับจำเลยร่วมกันทำแยกจากบริษัทไทยมั่นคง จำกัดโจทก์ทั้งสามเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายความจริงโจทก์ทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้นไม่ใช่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรง

ฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่าจำเลยไม่ได้ขีดฆ่าขูดลบลายมือชื่อของจำเลยในด้านหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ข้อ 2.3 ซ้ำกับฎีกาข้อ 2.1 อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้นศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าวชอบแล้ว ส่วนฎีกาจำเลยข้อ 3 ที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวต่อเนื่องกัน มิใช่ความผิดหลายกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เป็นปัญหาข้อกฎหมายให้รับฎีกาจำเลยในข้อนี้ไว้พิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

Matter details

Panel of judges
วีระชัย สูตรสุวรรณ · ปชา วรธรรมพินิจ · เสียง ตรีวิมล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up