คำฟ้องและคำให้การ
ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 435/2532พันตำรวจเอกเกษม นิรานัยโจทก์นายสุเทพ ศศิแสงสุวรรณจำเลยนายสุเทพ ศศิแสงสุวรรณ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 155, ม. 156, ม. 252ความว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่าศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งแล้ว คดีถึงที่สุดต้องห้ามฎีกา จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156วรรคท้าย แต่อย่างใด แต่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอใหม่ตามมาตรา 156 วรรค 4 ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนให้ยกคำร้องดังกล่าว คำสั่งศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้จะถึงที่สุดหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัยชี้ขาดต่อไปด้วยหมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 93แผ่นที่ 3)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาทห้องเช่าเลขที่ 596/5 ซอยแก้วฟ้า
แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรักกรุงเทพมหานครจำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าจำเลยยังไม่ยากจน พอมีเงินที่จะเสียค่าธรรมเนียมได้ จึงไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ หากจำเลยยังติดใจที่จะอุทธรณ์ต่อไปให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่งจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานมาสืบเพิ่มเติม ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตถึงวันนัดไต่สวนทนายโจทก์และทนายจำเลยมาศาลทนายจำเลยแถลงว่าไม่ได้เตรียมพยานมาศาลจึงขอเลื่อนคดีไปก่อนทนายโจทก์ค้านว่าจำเลยประวิงคดีไม่ควรให้เลื่อน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้ยกคำร้อง ให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมศาลภายใน 7 วันนับแต่วันมีคำสั่ง
มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง อ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีญาติมิตรที่จะให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ และมีเหตุผลเพียงพอที่จะอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ได้ ขอให้ศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลย หรือมิฉะนั้นก็ขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ไปเลยศาลอุทธรณ์สั่งว่า ข้อที่จำเลยขอให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจน โดยอ้างเหตุว่าในวันนัดไต่สวนคำร้องขอนั้น โจทก์จะต้องได้รับหมายแจ้งนัดโดยชอบเสียก่อน แต่เนื่องจากการส่งหมายได้ปิดไว้ที่ภูมิลำเนาของโจทก์ก่อนวันนัดเพียง 1 วัน จึงเป็นการปิดหมายโดยไม่ชอบแม้จำเลยนำพยานมาศาลก็จะทำการสืบพยานไม่ได้
จำเลยจึงเชื่อโดยสุจริตว่าจะต้องเลื่อนคดี จึงไม่ได้นำพยานมาศาลนั้น กรณีเช่นนี้เป็นความเข้าใจของจำเลยฝ่ายเดียว ไม่อาจยกขึ้นมาเป็นเหตุเพื่อให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยชอบแล้วส่วนที่จำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น เห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่เพราะจำเลยไม่มีพยานมาสืบแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ได้คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์ให้นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 10 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งจำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 86)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 92)คำสั่งพิเคราะห์แล้วเห็นว่า
กรณีนี้เป็นเรื่องการต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 จำเลยจะฎีกาขอต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาอีกไม่ได้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยโดยหักไว้เป็นค่าคำร้อง 40 บาท