คำฟ้องและคำให้การ
ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2547/2538นางอัจฉรีย์ แท้เที่ยงโจทก์นายบัณฑูร เต็มวุฒิพงศ์จำเลยนายบัณฑูร เต็มวุฒิพงศ์ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 15, ม. 216 ป.วิ.พ. ม. 249ความว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อฎีกาของจำเลยแม้จะฟังได้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของ จำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225,247 ประกอบด้วยมาตรา 15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงไม่รับฎีกาจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ตามฟ้องนั้นหากศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้วจะมีผล ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) ดังนั้นฎีกา ของจำเลยจึงเป็นสาระสำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 108)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,358,362,365ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว
เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,358,362 ประกอบมาตรา 365(2)(3) อันเป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,362 ประกอบมาตรา 365(2)(3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกจำเลย 4 ปีศาลอุทธรณ์ภาค 1
Result
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 104)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 105)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ย่อมผูกพันคู่ความ ในคดีส่วนแพ่งด้วย ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยฟังว่าที่พิพาทเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงคาน (1983) ดังนั้นจำเลยจึงมีสิทธิฎีกาได้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้องตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคสอง ต่อไป