คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท ตกลงคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืน หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารจำนวน 200,000 บาท โดยโจทก์จำนองที่ดินและค้ำประกันหนี้ดังกล่าวเพื่อนำเงินมาร่วมลงทุนกันระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่โจทก์เกรงว่าจำเลยจะบิดพลิ้วไม่ผ่อนชำระหนี้คืนแก่ธนาคารเนื่องจากที่ดินจำนองเป็นของโจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท
ยึดถือไว้โดยจำเลยไม่ได้รับเงิน ต่อมากิจการประสบการขาดทุน โจทก์และจำเลยไม่สามารถชำระหนี้คืนแก่ธนาคารสัญญากู้ที่ทำกันระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีผลบังคับ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินเพื่อการเกษตรจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชุมแพ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 200,000 บาท โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ดังกล่าวตามเอกสารหมาย
ล.1 ถึง ล.4 ในวันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าโจทก์กลัวว่าจำเลยจะไม่ชำระหนี้แก่ธนาคารจึงให้จำเลยทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ยึดถือไว้โดยไม่มีเจตนาที่จะกู้ยืมเงินกันจริง สัญญากู้ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 แก่โจทก์ที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาสัญญาจำนอง สำเนาสัญญาค้ำประกัน และสำเนาสัญญากู้เงินรับฟังเป็นพยานหลักฐานจำเลยไม่ได้
เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยอ้างถึงเอกสารดังกล่าวถามค้านพยานโจทก์ โจทก์มิได้คัดค้านสำเนาเอกสารนั้น ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 ว่า โจทก์ไม่คัดค้านสำเนาเอกสารถือได้ว่าโจทก์ยอมรับสำเนาเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นพยานหลักฐานของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(1)
Result
พิพากษายืน