Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5794/2562

พ.ศ. 2562 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เงินบำเหน็จจากการลาออกจากการรับราชการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเข้าลักษณะเป็นเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายให้สมาชิกนั้น ตามมาตรา 42/1 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญากู้สามัญกับโจทก์ตกลงกันว่าถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ยอมให้เจ้าหนี้ที่ผู้จ่ายเงินรายเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจะพึงจ่ายแก่จำเลยที่ 1 หักเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยและอุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญากู้นี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนได้ โดยให้ถือสัญญากู้นี้เป็นหลักฐานในการยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการเพื่อรับเงินและชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะไม่ยกข้ออ้างใดที่จะพึงมีมาเป็นข้อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการ ตามข้อความดังกล่าวแสดงถึงโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกได้ทำหนังสือยินยอมไว้กับโจทก์แล้ว ดังนั้น เพื่อให้ได้รับชำระหนี้โจทก์ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ให้หักเงินบำเหน็จเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นระงับสิ้นไป และผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นลำดับแรก ถัดจากเจ้าหนี้ภาษีอากรและหักเข้ากองทุนที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายอื่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองระบบสหกรณ์ที่จะดำเนินกิจการส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและสมาชิกช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามมาตรา 42/1 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 และข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้สามัญอันเป็นกฎหมายบัญญัติเพื่อรับรองสิทธิโจทก์

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 Section 42/1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,614,551.82 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 1,513,577.07 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,359,962.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 1,274,877.47 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,614,551.82 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 1,513,577.07 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 รับราชการสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 และเป็นสมาชิกสหกรณ์โจทก์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ 1,940,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 13,600 บาท หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ วันที่ 1 มกราคม 2557 จำเลยที่ 1 ลาออกจากการรับราชการ โดยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ 352,581.03 บาท วันที่ 20 มกราคม 2558 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาปทุมธานี

เขต 2 ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ได้เชิญเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 รวมสี่ราย คือ โจทก์ ธนาคารออมสิน สาขาเพรียวเพลส ธนาคารออมสิน สาขารังสิต และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทศบาลนครรังสิต มาประชุมเพื่อหาแนวทาง การชำระหนี้จากเงินบำเหน็จที่จำเลยที่ 1 ได้รับ ที่ประชุมมีมติให้แบ่งเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ตามสัดส่วนภาระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้รับชำระหนี้ 113,881.43 บาท ธนาคารออมสิน สาขาเพรียวเพลส ได้รับชำระหนี้ 145,319.85 บาท ธนาคารออมสิน สาขารังสิต ได้รับชำระหนี้ 75,549.93 บาท และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทศบาลนครรังสิต ได้รับชำระหนี้ 17,829.82 บาท โจทก์นำเงินดังกล่าวหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 คงค้างชำระต้นเงิน 1,513,577.07 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 100,974.75 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้เพียงใด

ศาลฎีกาเห็นว่า บำเหน็จที่จำเลยที่ 1 ได้รับเข้าลักษณะเป็นเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายให้สมาชิกนั้นตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ของโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาเงินกู้สามัญกับโจทก์ซึ่งข้อ 6 วรรคสอง ตกลงกันว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ยอมให้เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินรายเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจะพึงจ่ายแก่จำเลยที่ 1 หักเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยและอุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญากู้นี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนได้ โดยให้ถือสัญญากู้นี้เป็นหลักฐานในการยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการเพื่อรับเงินและชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้ และจำเลยที่ 1 จะไม่ยกข้ออ้างใดที่จะพึงมีมาเป็นข้อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินของทางราชการ ตามข้อความดังกล่าวแสดงถึงโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกได้ทำหนังสือยินยอมไว้กับโจทก์แล้ว

ดังนั้น เพื่อให้ได้รับชำระหนี้โจทก์ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ให้หักเงินบำเหน็จเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นระงับสิ้นไป และผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นลำดับแรก ถัดจากเจ้าหนี้ภาษีอากร และการหักเข้ากองทุนที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายอื่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองระบบสหกรณ์ที่จะดำเนินกิจการส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและสมาชิกช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์

พ.ศ.2542 และข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อันเป็นกฎหมายบัญญัติเพื่อรับรองสิทธิของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้เพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เรียกประชุมเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 รวมสี่รายเพื่อหาแนวทางชำระหนี้จากเงินบำเหน็จดังกล่าว โจทก์เพิกเฉยไม่อ้างสิทธิได้รับชำระหนี้จากบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่กลับยอมรับชำระหนี้บางส่วนตามสัดส่วนเฉลี่ยของภาระหนี้ การละเว้นไม่ใช้สิทธิเหนือกว่าเจ้าหนี้รายอื่นนั้น

ทำให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ลดลง มีผลถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมต้องชำระหนี้มากขึ้นจากการละเว้นของโจทก์ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามจำนวนหนี้หลังจากหักบำเหน็จที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จริงนั้นไม่ชอบ ดังนี้ เมื่อนำเงินบำเหน็จส่วนที่โจทก์ละเว้นไม่ใช้สิทธิเหนือกว่าเจ้าหนี้รายอื่นจำนวน 238,699.60 บาท มาหักจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญากู้ 1,513,577.07 บาท ก่อน จึงเป็นยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

คงเหลือยอดเงินต้นที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,274,877.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 85,084.97 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,359,962.44 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จากยอดเงินตามฟ้องโดยไม่หักส่วนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดเกินกว่าที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากเงินบำเหน็จ เพราะเหตุโจทก์ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายและข้อตกลงตามสัญญากู้เงินดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงความรับผิดต่อโจทก์

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 1,359,962.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 1,274,877.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์ · เมทินี ชโลธร · อธิป จิตต์สำเริง
Lower court
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นางสาวรสิตา บุญวิสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
Supreme Court black case no.
ผบพ.61/2562
Trial court black case no.
ผบ21/2559
Trial court red case no.
ผบ1295/2559
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up